Menu

กาแฟสัญญาใจที่เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

แบ็คแพ็คไปเขาช้างเผือก ทำกาแฟสัญญาใจ ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง

     แม้จะรู้ดีว่าที่นี่มีการจำกัดคนที่จะขึ้นมา และจัดการเรื่องขยะได้เป็นอย่างดี แต่ที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่ ที่เราเคยมาและหลงรักมานานมากแล้ว การได้กลับมาทำสิ่งที่เราตั้งใจในที่ที่เราหลงรัก มันทำให้รู้สึกดี อยากให้ความสวยงามที่เราเคยเห็น ได้มีโอกาสอวดให้คนที่มาที่นี่ได้เห็นแบบนั้นตลอดไป และหวังว่าผู้คนที่มาที่นี่ก็จะคิดแบบนี้เช่นกัน ให้ธรรมชาติคงอยู่กับเราไปนานๆ

     เขาช้างเผือก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ สูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เส้นทางเดินเป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า จุดไฮไลท์ของที่นี่คือ สันคมมีด ที่น่าหวาดเสียว ที่หลายคนไม่เคยผ่านจุดนี้ไปได้เลย แต่บางคนก็ผ่านไปแล้วหลายครั้ง ส่วนยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศ 360 องศา ที่ไม่ว่าจะมีภาพผ่านสายตามเรา จากมุมมองที่คนอื่นถ่ายอีกสักกี่ร้อนรูป ก็บอกได้เลยว่า การได้มาเห็นกับตาตัวเอง ยังไงก็คุ้มและสวยงามกว่าเสมอ

“เรา คิด ว่า เรา ค้น พบ แนว ทาง ของ เราแล้ว”

อา สา เที่ยว แค่ อยาก ให้ คน ไป เที่ยว ได้ อะไร มาก กว่า แค่ ไป เที่ยว

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เราชอบออกเดินทาง และจะออกเดินทางทุกครั้งที่มีโอกาส จะไปเป็นกลุ่มบ้าง ไปสองคนบ้าง ตามแต่ความสะดวกในการเดินทางในแต่ละครั้ง ออกไปเจอผู้คน ไปเจอโลกกว้าง ไปเห็นสิ่งใหม่ๆ ในแบบเดิมๆ ที่มันมีอยู่ และทุกครั้งที่เราไป เราก็เริ่มคุยกัน และมีการวางแผนการเดินทางให้มากขึ้น ไปเจอธรรมชาติ โดยสร้างขยะให้น้อยที่สุด นั่นแหละบอกเลยว่าโจทย์มันยากไปสักหน่อย ซึ่งถ้าทำได้มันก็ดี แต่ก็ไม่ถึงกับกดดันตัวเองมากจนเกินไป ค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ทำ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     กางแผนที่

     กลับไปเขาช้างเผือกอีกครั้ง

     เราออกเดินทางด้วยรถโดยสาร ซึ่งมีรถตู้จากลาดกระบังไปถึงหมอชิตเลย แต่เราต้องข้ามฝั่งเพื่อมาขึ้นรถที่สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) ที่มีรถมินิบัสจากที่นี่ไปถึงขนส่งที่ตัวเมืองกาญ หลังจากข้ามสะพานลอยมาก็เดินเข้าอาคาร D ไปซื้อตั๋วโดยสารช่องที่ 8 ราคาคนละ 120 บาท ใช้วลาประมาณ 3 ชั่วโมง มี 48 รอบต่อวัน รอบแรกตอนตี 4 ยาวไปจนถึง 3 ทุ่ม นอกจากนั้นก็ยังมีจุดขึ้นรถที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) และ หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร อีกด้วย ใครใกล้บริเวณไหนก็ไปขึ้นได้ตามสะดวก ซึ่งเราสะดวกขึ้นที่หมอชิตที่สุดละ พอซื้อตั๋วก็เดินไปขึ้นรถที่ช่อง 144 ได้เลย และใช้เวลาไม่นานคนก็เต็ม รถมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรีทันที

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

      ทีละก้าว ทีละก้าว

      ไม่เร่งรีบ สนุกกับสิ่งที่ทำ

     ใครไม่ง่วงก็นั่งเล่นมือถือ อ่านข้อความ หาความรู้ โดยไม่ต้องกลัวว่าแบตจะหมดเพราะแต่ละที่นั่งจะมีที่ชาร์ตแบตให้ด้วย ส่วนเรานั้นขอพักสายตายาวๆ ประมาณ 3 ชั่วโมง รถก็มาจอดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดกาญจนบุรี มาครั้งแรกก็จะงงๆ หน่อย หลังจากที่หายงัวเงียจากการนอนมานาน มองรอบๆ ตัว สักพัก ก็เริ่มออกเดิน เพื่อไปยังสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท.สำนักงานกาญจนบุรี ที่อยู่ไม่ไกลจากขนส่งเท่าไรนัก ซึ่งที่นี่เปิดทุกวันตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ถึง บ่าย 4 โมงครึ่ง เราเดินเข้าไปก็มีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล พร้อมทั้งเอกสารต่างๆ มีตู้กดน้ำดื่มให้ด้วย ใครมีกระบอกส่วนตัวมาก็กดเติมได้เลย หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อ ส่วนมื้อเช้าก็หาอะไรรองท้องง่ายๆ แถวนี้เลย ทานที่ร้านจะได้ไม่สร้างขยะ ถือให้เกะกะ ดื่มน้ำจากแก้วไม่ต้องใช้หลอด อืมก็ไม่ยากนะ จะว่าไปก็เริ่มสนุกดี ลุ้นว่าเราจะบอกได้ไวกว่าที่เขาจะเสียบหลอดมาให้ไหม ค่อยๆ ปรับกันไป ทั้งเราและเขา

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     การเดินทางได้เริ่มอีกครั้งเพราะนี่ยังไม่ถึงจุดหมายที่เราจะไป มีคนใจดีมาส่งเราตรงท่ารถตู้ อันนี้ต้องกราบงามๆ ค่ะ เราต้องขึ้นรถตู้เพื่อไปทองผาภูมิ ซึ่งสามารถขึ้นได้หลายคัน รวมทั้งคันนี้ที่วิ่ง กาญจนบุรีไปด่านเจดีย์ฯ ด้วย จอดอยู่ด้านหลังขนส่งกาญฯ คนละ 115 บาท รถออกตอน 7 โมงครึ่ง ถึงท่ารถตู้ทองผาภูมิตอน 9โมงครึ่ง (รถตู้ไม่เข้าตลาดทองผาภูมิ ใครจะลงทองผาภูมิควรบอกคนขับด้วย) จากจุดนี้ต้องต่อวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปที่ท่ารถข้างในตลาดทองผาภูมิ คนละ 20 บาท ระยะทางค่อนข้างไกลอยู่นะ ซึ่งมอเตอร์ไซค์ขับลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ จนมาถึงท่ารถในเวลาไม่นาน

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ตรงท่ารถจะมีสองแถวจอดเรียงรายเต็มไปหมด เราเดินไปขึ้นสองแถวสีเหลืองที่เขียนว่า อิต่อง-อุทยานฯ-ทองผาภูมิ มีเวลาพอสมควรก่อนที่รถจะออก เราจึงไปเดินดูของในตลาด และซื้อเสบียงตุนเพิ่มสำหรับเอาไว้ขึ้นเขาช้างเผือกในวันรุ่งขึ้น จนถึง 10 โมงครึ่ง รถก็ออกมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านอิต่อง ซึ่งจะมีอีกสองรอบคือ 11 โมงครึ่ง และเที่ยงครึ่งด้วย หนึ่งวันจะมีขาขึ้นอิต่อง 3 รอบเท่านั้น ผู้คนภายในรถวันนี้ก็น่าจะมีจุดหมายเดียวกัน ดูจากเป้สัมภาระแล้ว เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันแน่ๆ จากระยะทางที่ไกล และเราน่าจะนั่งเห็นหน้ากันไปอีกนานหลายชั่วโมง คนแปลกหน้าจึงเปลี่ยนเป็นคนรู้จักไปโดยปริยาย คุยกันบ้าง หันไปชมวิวระหว่างทาง นั่งรับลมกันไปยาวๆ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     พอรถขับมาถึงตรงทางแยก รถจอดแล้วลุงคนขับก็ลงมาบอกว่า พักก่อนๆ แวะกินก๋วยเตี๋ยว กาแฟกันก่อนสักครึ่งชั่วโมง เราก็เลยลงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย พอ 11 โมงครึ่งก็ได้เวลาออกเดินทางอีกครั้ง จากตรงนี้ไปถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิอีก 24 กิโล ซึ่งระหว่างทางเราก็แวะที่จุดชมวิว กม. 15 ด้วย มีห้องน้ำ จุดรับสัญญานโทรศัพท์ และวิวสวยๆ เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว ภูเขากว้างสุดลูกหูลูกตา เสียดายอย่างเดียวช่วงเวลานี้ร้อนมากไปหน่อย เราก็เลยแวะแค่แปบเดียว เพราะจะต้องแวะที่อุทยานฯ เพื่อลงทะเบียนทำเรื่องขึ้นเขาช้างเผือกวันพรุ่งนี้อีกด้วย

      เราจ่ายค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 40 บาท และค่าเจ้าหน้าที่อีกคนละ 270 บาท ซึ่งถ้ามีคนมาขึ้นเขาครบตามจำนวน 60 คน เราก็จะได้ค่าเจ้าหน้าที่คืนเล็กน้อยในวันกลับ เพราะค่าเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นไปทั้งหมดต่อวัน คือ 13,000 บาท หารกับนักท่องเที่ยว 60 คน ก็จะตกคนละ 217 บาท แต่เก็บล่วงหน้าเกินไว้ ในกรณีที่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ครบตามที่กำหนด แต่ถ้าครบก็คืนอย่างที่บอกไว้ข้างต้น อันนี้ต้องกราบงามๆ สำหรับลุงคนขับและผู้โดยสารคนอื่นที่ต้องเสียเวลารอเราในจุดนี้อยู่แปบนึง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เราถึงหมู่บ้านอีต่องตอนบ่ายโมงสิบนาที ก็ไปสวัสดีทักทายพี่เจี๊ยบผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและจองที่พักรวมกันเลย เป็นห้องใหญ่นอนรวมกัน 5 คน หลังจากเก็บของเรียบร้อย ลุงก็ให้ลูกลุงเอารถสองแถวมารับพวกเราไปเที่ยวจากที่ได้ตกลงเหมา 5 คน 600 บาท ก็ตกคนละ 120 บาท กับ 4 จุด เด่นๆ ซึ่งที่แรกที่ต้องไปเพื่อคลายร้อนกันสักหน่อย เพราะไม่งั้นเราจะมาไม่ถึงอีต่อง

     “น้ำตกที่อยู่กลางหุบเขา มีความสวยงามมาก มีน้ำตลอดทั้งปี ซึ่งมีเพียงชั้นเดียวความสูงประมาณ 34 เมตรน้ำตกจ๊อกกระดิ่น” เป็นภาษาพม่า ชื่อเพี้ยนมาจากคำเดิมว่าก๊อกกระด่านจ๊อก หรือ ก๊อก หมายถึง หิน และ กระดิ่น หรือกระด่าน หมายถึง น้ำตก มีความหมายรวมกันว่า เป็นน้ำตกที่ไหลผ่านซอกหินผา มีแหล่งกำเนิดเป็นน้ำที่ผุดขึ้นจากภูเขาอีปู่ ตั้งอยู่ในพื้นที่เหมืองแร่ทังสเตนไหลผ่านหมู่บ้าน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 727 เมตร มีระยะทางยาวประมาณ 5 กิโลเมตร และใครที่ได้เล่นน้ำตกแห่งนี้ เปรียบเสมือนได้อาบน้ำแร่ไปในตัว ก่อนที่เราจะเข้ามาต้องเสียค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 40 บาท ซึ่งเราจ่ายตอนที่แวะอุทยานฯ แล้ว ส่วนนี้เราก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม จากตรงนี้ต้องเดินเข้าไปอีก 300 เมตร มีทางเดินสบายๆ มีร่มไม้เป็นระยะๆ เดินเรื่อยๆ ก่อนถึงตัวน้ำตกจะมีป้ายรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำตก รวมทั้งข้อห้ามต่างๆ ด้วย

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     น้ำตกจ๊อกกระดิ่นเป็นน้ำตกที่มีเพียงชั้นเดียว มีสายน้ำพุ่งลงมาจากหน้าผาผ่านช่องเขาสูงประมาณ 30 เมตร ตกลงมายังแอ่งน้ำขนาดใหญ่มีสีมรกต ความลึกตรงกลางแอ่งน้ำ 3-4 เมตร เป็นลานหินกรวด มีลักษณะลานกว้างเหมือนหาดทรายท่ามกลางหุบเขา เป็นแอ่งค่อยๆ ลาดลง ไม่ค่อยอันตราย สามารถเล่นน้ำได้ มีน้ำตลอดทั้งปี แม้ว่าในหน้าแล้งอาจมีน้ำน้อยกว่าหน้าฝนไปสักหน่อย ในเมื่อน้ำตกอยู่ตรงหน้าเราขนาดนี้ มีหรือที่เราจะไม่ลงไปเล่น ซึ่งโชคดีช่วงที่เราเข้าไปมีคนน้อย พอถอดรองเท้าได้ก็ค่อยๆ เดินลงไปเล่นน้ำกันเลย  เพราะน้ำที่ใสมาก ดึงดูดเราตั้งแต่เดินมาเห็นแล้ว พอลงไปโดนน้ำเท่านั้นแหละ น้ำเย็นมากกกก เหมือนแช่อยู่ในตู้เย็น แช่เพลินดับร้อนได้ดี แต่เจ้าปลาที่อยู่ในน้ำกลับมาตอดแขน ตอดขา จนเจ็บ หลอนไปตามๆ กัน เดินขึ้นจากน้ำทันทีเลย

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     จากนั้นรถก็ไปส่งเราตรงที่พักบอกเย็นๆ ค่อยพาไปเที่ยวต่อ เพราะจะได้รับแสงยามเย็น อากาศไม่ร้อนเกินไป โดยเริ่มที่ช่องมิตรภาพชายแดนไทย-พม่า ซึ่งเป็นแนวท่อก๊าซจากอ่าวมะตะมะในประเทศพม่า ผ่านมาทางบ้านอีต่อง ช่องนี้ไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ แต่เราสามารถเดินข้ามช่องแคบๆ จากฝั่งไทยไปฝั่งพม่าชมวิวทิวเขาได้ แล้วก็เดินกลับมาฝั่งไทย ไปต่อที่เนินเสาธงอยู่ไม่ไกลมาก แต่เราต้องเดินขึ้นบันไดไป มีหลายขั้นให้พอได้ออกกำลังกายสักหน่อย จุดนี้เป็นเขตแนวเขารอยต่อระหว่างสองประเทศ ไทยและพม่า มีเสาธงของสองประเทศตั้งอยู่ข้างกัน จุดนี้สามารถมองเห็นวิวฝั่งประเทศพม่าได้อย่างชัดเจน เราอยู่ที่นี่ไม่นานก็รีบขึ้นรถไปจุดอื่นต่อ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ที่ต้องรีบเพราะเราตั้งใจขึ้นไปดูแสงพระอาทิตย์ยามเย็นบนเนินช้างศึก ซึ่งแค่ระหว่างทางวิวและทิวเขาก็สวยหลายจุด แต่เราก็อดใจเพื่อขึ้นไปให้ถึงด้านบน เพื่อชมวิวทีเดียวเลย เป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของชายแดนไทย-พม่า เป็นฐานที่มั่นของตำรวจตระเวนชายแดน ปัจจุบันเป็นจุดชมวิว ที่นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมแสงสุดท้ายของวัน ในทุกๆ วัน ซึ่งเราสามารถเห็นวิวได้รอบด้าน มองเห็นหมู่บ้านอีต่องที่ล้อมรอบด้วยภูเขา บอกได้คำเดียวว่า สวยจริงๆ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง แสงกลายเป็นสีส้ม ผู้คนยังคงทยอยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ที่นี่แออัด เพราะแต่ละคนก็เลือกมุมยืน มุมนั่งส่งแสงสุดท้ายของวันนี้ไปอย่างช้าๆ รวมทั้งเราที่ยังคงชมแสงสีส้มตัดเส้นขอบฟ้า จนผู้คนทยอยลงจนเหลือแค่รถสองแถวของเราคันสุดท้ายที่จะขับลงไปยังหมู่บ้าน นอกนั้นก็มีแต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ก่อกองไฟ กางเต็นท์เพื่อนอนรับลมหนาวบนนี้ บอกเลยว่าน่าจะหนาวลมสุดๆ เพราะลมแรงมาก ค่ำคืนนี้ที่หมู่บ้านครึกครื้นมากกว่าปกติ เพราะมีจัดงานปีใหม่ จับฉลากแลกของขวัญกัน ครื้นเครง และสนุกสนานกันจนดึก ส่วนเราเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะต้องตื่นเช้ามาทำภาระกิจอย่างที่ตั้งใจ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     กาแฟสัญญาใจ

     ภาระกิจหลักที่เราตั้งใจมาทำ

     ต้องขอบคุณและกราบงามๆ ที่พี่เจี๊ยบ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้เรามาชงกาแฟสัญญาใจที่หน้าร้าน ซึ่งช่วงแรกก็จะเน้นไปทางการพูดแนะนำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ในสิ่งที่เราทำก่อน “กาแฟสัญญาใจ คือกาแฟที่เราจะชงให้ทุกคนที่สนใจเข้ามาพูดคุยกับเราและให้สัญญากับเราว่าจะลดละเลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวแล้วทิ้งให้ได้มากที่สุด ถ้าสัญญาใจว่าจะทำ ก็รับกาแฟที่เราตั้งใจชงให้ดื่มได้เลย ซึ่งทุกคนจะต้องตอบคำถามถึงรสชาติของกาแฟที่อยากดื่มด้วย จากนั้นก็บดเมล็ดกาแฟที่เราเตรียมไว้ให้ ส่งต่อให้เราชง และรับไปดื่มพร้อมสัญญาใจได้เลย

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     สายหน่อยก็เริ่มมีผู้คนที่เดินผ่านไปมา หยุดให้ความสนใจเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น หลายคนพอฟังเรื่องราวแล้วก็ส่งต่อเรื่องราวดีดีที่เขาก็ทำบ้างแล้วเช่นกัน นั่นแหละคือการเติมพลังบวกให้กันและกันได้ดีทีเดียว ผอ.ททท.กาญจนบุรีก็เข้ามาพูดคุย พร้อมทั้งยื่นแก้วกาแฟส่วนตัวว่าขอทำสัญญาใจด้วย เห็นไหมใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากการพกแก้วที่เป็นเรื่องง่ายที่สุดที่เราจะทำได้เลย “แค่พกแก้ว โลกก็เปลี่ยน” รวมไปถึงชาวต่างชาติที่มายืนมองดูเราอยู่นาน หลังจากที่ช่วยกันอธิบาย เขาก็บอกว่าอยากทำสัญญาใจด้วย เราก็จัดให้ และดีใจที่เขาชอบรสชาติกาแฟที่เราทำให้ ส่วนเมล็ดกาแฟส่วนใหญ่ที่นำไปก็เป็นเมล็ดกาแฟที่ปลูกที่ไทยนี่เอง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เราอยากชงให้ดื่มคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เพื่อขึ้นเขาช้างเผือก ซึ่งก็มีหลายกลุ่ม หลายคนที่เดินเข้ามาพูดคุยกับเรา นอกจากการลดละเลิกการใช้พลาสติกครั้งแล้วทิ้ง เรายังขอให้นำขยะที่นำขึ้นไปนำกลับลงมาด้วย ซึ่งทุกคนก็สัญญาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และพร้อมที่จะทำอย่างจริงใจ หนึ่งในนั้นคือนักท่องเที่ยวที่เราไปเจอตอนไปทำกาแฟสัญญาใจที่น้ำตกปิตุ๊โกรด้วย ซึ่งแน่นอนครั้งนี้เขาก็ยังคงสัญญากับเราอีกตามเคย นอกจากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ๆ จากกรุงเทพฯ ที่ทำสัญญากับเราแล้วนั้น กลุ่มคนที่นี่ รุ่นเก่าๆ ที่เรามักจะเจอว่าคุยเรื่องนี้ด้วยยาก แต่กับคุณป้าไม่ใช่เลย เพราะคุณป้าก็เล่าด้วยท่าทีสนุกสนานว่า ทุกวันนี้ได้ถุงหูหิ้วมาก็พับเก็บเอาไว้ใช้ซ้ำต่อ ช่วยกันคนละเล็ก คนละน้อยเนอะ เห็นมะ เท่ดีนะ กับสิ่งที่ทุกคนทำแบบใส่ใจโลกที่เราอยู่

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ช่วงนี้พอสายหน่อยสำหรับใครที่จะขึ้นเขาช้างเผือกก็ไปยืนรวมตัวตรงสามแยกที่มีป้ายชี้ไปเขาช้างเผือกได้เลย ใครจ้างลูกหาบก็ชั่งน้ำหนักตรงนี้เลย ราคาที่เราสอบถามคือ 1500 บาทต่อน้ำหนัก 30 กิโล ส่วนนี้เราไม่เสีย เพราะแบกของขึ้นเองทั้งหมด เรากินมื้อเช้าเรียบร้อย สั่งมื้อเที่ยงเป็นข้าวเหนียวหมูทอดกระเทียม ใส่ถุงซิลิโคลน ที่ทนความร้อนได้ดี ส่วนมื้อเย็นเราก็ตั้งใจไม่ทำอาหารข้างบน ก็ซื้อข้าวหมูทอดกระเทียมใส่กล่องทัพเพอร์แวร์ ที่ทนคามร้อนได้ดีเช่นกัน ส่วนมื้อเช้าวันเดินลง เราตุนไข่ต้มไปหลายฟองอยู่ กล้วยตากอีกบางส่วน น่าจะอยู่ท้องจนถึงมื้อเที่ยง จากจุดนี้จะเริ่มเดินกลุ่มแรกตอน 8 โมงเช้า ครบ 12 คนเมื่อไรออกเดินได้เลย ซึ่งเราได้เริ่มออกเดินเป็นกลุ่มที่ 2 และเดินปิดท้ายพร้อมเจ้าหน้าที่เลย จากหมู่บ้านเดินตามทางดินแดงที่ไม่มีร่มไม้ และระยะไม่ไกลมากก็มาถึงอีกจุดที่เราต้องลงทะเบียน ยื่นใบลงทะเบียนที่ได้มาตอนทำที่อุทยานฯ แค่นี้ก็รู้สึกเหนื่อย เหงื่อตก หายใจแรงละ เพราะแดดร้อนสุดๆ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     หลังจากตรวจข้อมูลเสร็จก็พร้อมเดินต่อ เป็นจุดเริ่มต้นการเดินเข้าป่าจริงๆ แล้ว ทางไม่กว้าง สองข้างทางจะเต็มไปด้วยต้นไม้ที่พอให้ร่มเงา แต่ทางชันก็ทำให้เราเสียพลังงานไปมาก และเดินช้าลงทิ้งห่างจากกลุ่มเราพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงเดินปิดท้าย เราส่งยิ้มหวานและบอกว่าเดินช้าหน่อยนะคะ พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าเร็วหน่อยก็ดีครับ อุ้ย!!! รีบเร่งสปีดเลย เพราะเจอทางเรียบพอดี รอบๆ เป็นหญ้าคาสูงไม่เกินหัว ส่วนแดดนะรึ โดนเต็มๆ เดินกันยาวๆ คนเดินขึ้นก็จะก้มหน้าก้มตาเดินหน่อย แต่คนเดินลงนี่ดูสนุกสนานมากเลย เพิ่มรอยยิ้ม และพลังให้เราเดินต่อไปอีก

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

    ในที่สุดเราก็เจอป้ายแรก “ส้าน” สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 897 เมตร จำได้ว่ามันมีต้นไม้ใหญ่อยู่ด้วยและตอนนี้มันก็ยังคงอยู่ แม้ว่าร่มเงาจะมีไม่มาก แต่หลายคนที่เดินมาถึงตรงนี้ก็ขอพักและวางเป้ ส่วนเราขอหยุดถ่ายรูปแล้วก็เดินต่อเลย ไม่ใช่ว่าเดินเก่ง แต่ร้อนเกินที่จะนั่งพัก จนมาถึงป้าย “คะเนียง” สูงจากป้ายแรกนิดหน่อย ห่างจากเขาช้างเผือกแบบที่เรายังมองไม่เห็นด้วยซ้ำ เพราะต้องเดินผ่านเขาอ้อมไปมา จากตรงนี้เราก็ไม่ได้หยุดพักเดินต่อยาวๆ หญ้าสองข้างทางบางช่วงก็สูงแต่เราก็ไม่ได้แวะ เพื่อแอบหลบแดดแต่อย่างใด ตอนนี้ใจอยากไปให้ถึงจุดหมายอย่างเดียว ค่อยๆ เดินไป เดินไป เดินไป

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     สถานีต่อไปห่างออกไป 420 เมตร ที่เราเห็นยอดอยู่ข้างหน้าที่ทั้งสูงและชัน ก้มหน้าก้มตามองเท้าค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว พยายามไม่แหงนมองข้างบนให้รู้สึกท้อ ทางขึ้นตรงนี้เป็นดินแห้งร่วน ดีที่มีเชือกให้เราได้จับตอนเดินขึ้น แต่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังกันให้มากกว่าเดิม ซึ่งหลายคนก็เลือกใช้ไม้ไผ่มาค้ำตอนเดินด้วย ในที่สุดก็ขึ้นมาถึง “หุบกะเหรี่ยง” ตรงนี้มองเห็นวิวสูงขึ้น แต่เราก็อยู่ไม่นาน แดดนี่แรงจนไม่อยากจะหยุดพักเลยทั้งๆ ที่เหนื่อยมาก เราค่อยๆ เดินเลียบเขาจากลูกนี้เพื่อไปอีกลูก ซึ่งทางส่วนใหญ่จะเป็นทางชัน ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แล้วเราก็เดินผ่านไปอีกป้าย  “หุบชะนี”

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     จากจุดนี้และเวลาช่วงนี้ ลมไม่มี แดดก็แรง อุปกรณ์กันแดดต้องพร้อม แม้จะเดินช้าเพราะทางชัน แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด “เขาชะมด” ป้ายตรงจุดนี้สูงเกินหนึ่งพันแล้ว ซึ่งสามารถเห็นวิวทิวเขาสีเขียวสลับซับซ้อนกว้างไกลมาก ธรรมชาติสรรสร้างได้งดงามจริงๆ เสพบรรยากาศแล้วก็ต้องรีบเดินต่อ เพราะมันร้อนจนแสบ เราเดินตามสันเขาต่อไปเรื่อยๆ จากลูกนี้ไปลูกนู้น อยู่แบบนี้ จนมาถึงป้าย “ดงไผ่” ที่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่เต็ม และมีร่มเงา ยังไงก็ต้องขอนั่งพักสักหน่อย เพราะเดินยาวมานานแล้ว ทิ้งตัวหลบแดดอยู่ตรงนี้สักพัก แล้วก็แบกเป้ออกเดินทางต่อ ยอดเขาช้างเผือกอยู่อีกไม่ไกล

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เริ่มเดินออกจากดงไผ่ก็เจอแดดเลย แต่ดีหน่อยที่ทางเดินช่วงนี้ไม่ชันมากเท่าไร เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เราเดินยาวเลย แม้จะมีขึ้นเนินบ้างเล็กน้อย สองข้างทางของช่วงนี้จะเป็นหญ้าคา ค่อนข้างแห้งและเป็นสีน้ำตาล ช่วงนี้ทุกคนเดินเกาะกลุ่มตามๆ กันไป ยิ่งเห็นยอดเขาอยู่ข้างหน้าก็ยิ่งเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้เรารีบเดินไปให้ถึงตีนดอยไวๆ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ยิ่งมีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้า เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินไปให้ถึงตรงนั้นก่อน ต้นไม้ที่เห็นไกลๆ ค่อยๆ เข้ามาใกล้จากการที่เราเดินเข้าไปหา ยิ่งใกล้ ยิ่งเห็นชัดว่าขนาดลำต้นของมันไม่ได้ใหญ่มากพอที่จะมีร่มเงา จากลำต้นบังแสงให้พวกเราไม่ได้เลย เพราะไม่ได้หวังว่าจะได้ร่มไม้จากใบมันอยู่แล้ว เห็นไกลๆ ก็รู้แล้วว่ามันมีแต่กิ่ง แต่ไม่คิดว่ามันจะเล็กขนาดนี้ ซึ่งเมื่อกลุ่มเราทุกคนเดินมาถึง และมีเจ้าหน้าที่ปิดท้าย กลุ่มเราก็ขอวางเป้พักสักนิด อย่างน้อยก็ยังมีลมพัดมาเป็นระยะๆ ทำให้ชื่นใจในระหว่างที่พักอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะรวบรวมพลัง แบกเป้ขึ้นหลังอีกครั้ง “เขาช้างน้อย” มันจะสักเท่าไรกันเชียว

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ยอดสูงไกลๆ ที่คนก่อนหน้าเราเดินขึ้นไปเหลือตัวเล็กนิดเดียว คราวนี้ก็ถึงคิวเราที่ต้องเดินขึ้นบ้าง แหงนมองยอดแล้วท้อ ก้มหน้าก้มตาเดินมองเท้าไปทีละก้าวดีกว่า ก้าว ก้าว หยุด สลับกันไปแบบนี้ ทางชันไม่ใช่ทางของเราจริงๆ ไม่เร่งสปีดเพื่อเดินตามให้ทันคนข้างหน้า และก็ไม่ช้าเพื่อรอคนข้างหลัง ไปตามสเต็ปที่เราเดินไหว หญ้าสีทองที่เราเดินผ่านโอนเอนไปตามแรงลมที่พัดมาเป็นระยะๆ ก็ทำให้เราชื่นใจได้บ้าง ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงยอด มองกลับลงไป ถึงขั้นร้องโอ้โห สูงเหมือนกันนะเนี่ย ผู้คนกลุ่มหลังก็ทยอยเดินมาถึงจุดนี้แล้ว และส่วนใหญ่จะพักก่อนที่จะเดินขึ้นเขาที่ทั้งสูงและชันขนาดนี้ ไม่น่าชื่อว่า เขาช้างน้อย เลยนะ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     จากจุดที่เรายืนอยู่ ค่อยๆ มองลงไปข้างล่าง ไล่โทนสีจากสีทอง แซมเขียวในบางช่วง ไปจนถึงเขียวอ่อน และเขียวเข้ม ดูลงตัวจริงๆ ซึ่งจุดนี้ก่อนเดินถึงยอดนั้น ทางจะเป็นดินร่วนๆ หน่อย แต่ก็จะมีเชือกให้เราได้จับ เพื่อเดินขึ้นไปข้างบนได้อย่างปลอดภัย ใครที่เดินขึ้นมาถึงยอดนี้ แนะนำเลย ควรดื่มน้ำสักหน่อย แต่เราหยุดดื่มไปแค่อึกเดียว เอ้า พี่ลูกหาบขึ้นมาแล้ว เดินไวจังของก็หนักกว่าเรา งั้นเชิญพี่นำไปเลยจ้า พร้อมหลีกทางให้ จากจุดนี้มองเห็นจุดกางเต็นท์ และยอดเขาช้างเผือกด้วย กระตุ้นเราได้เป็นอย่างดี จุดหมายมันอยู่ไม่ไกลแล้ว

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

    และแล้วเราก็เดินมาถึง น่าจะป้ายสุดท้ายที่เรามองเห็นไกลๆ ใต้ต้นไม้ที่ดูค่อนข้างใหญ่ ที่สำคัญมีร่มเงาให้นั่งพักแน่ๆ เพราะมีใบสีเขียวเต็มต้น ที่สำคัญทางที่ต้องเดินไปเป็นสันเขาที่ค่อนข้างเรียบ เดินเรื่อยๆ ก็มาถึง “เขาลูกช้าง” ที่เราสามารถนั่งพัก หลบแดดได้ดีจริงๆ ลมก็พัดเย็นสบาย เรียกว่าเป็นจุดที่เย็นที่สุดที่เราเดินผ่านมา น่าจะไม่ใช่แค่เรานะที่คิดแบบนี้ เพราะคนก่อนหน้าเราหลายคนก็นั่งพักอยู่ตรงนี้เช่นกัน เพราะยอดเขาที่อยู่ตรงหน้ามันค่อนข้างชัน แต่หลังจากที่เราพักจนหายร้อนแล้ว ก็พร้อมเดินขึ้นทางชันอีกครั้ง ดูมันชันและน่าจะเดินช้าแน่ๆ แต่พอได้เดินขึ้นกลับรู้สึกว่ามันเดินสบายนะ และก็ไม่ไกลอย่างที่คิด เราก็ขึ้นมาถึงลานข้างบน ลานสุดท้ายก่อนที่จะลงไปยังจุดกางเต็นท์ รอยยิ้มเริ่มมา เพราะว่าเริ่มเดินสบาย และใกล้ที่พักแล้ว

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เรียกว่าจบก็ว่าได้ สำหรับการเดินขึ้น เพราะตรงนี้เป็นลานสุดท้ายแล้ว ยิ้มแย้มแจ่มใส ลัลลาขึ้นมาทันที เพราะฉากข้างหลังคือทางขึ้นเขาช้างเผือก และข้างล่างคือจุดกางเต็นท์ หายเหนื่อยจริงๆ นะ กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า และเรายังต้องไหว เพราะจริงๆ แล้ว มันยังไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องไป เพียงแค่เราจะได้พักตรงจุดกางเต็นท์นานกว่าทุกจุดแค่นั้นเอง ซึ่งเราดีใจนะที่ได้กลับมายืนตรงจุดนี้เป็นครั้งที่สาม และครั้งนี้ความงดงงามก็ยังคงอยู่เหมือนครั้งแรกที่เคยมา

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ทางลงก็เป็นอีกทางที่เราชอบ ยังไงก็ชอบมากกว่าทางขึ้นแน่ๆ แต่ก็ไม่ประมาณ ค่อยๆ เดินลงไปอย่างช้าๆ ค่อยๆ ก้าวไปทีละขา พยายามยืนให้มั่น มือก็ต้องจับเชือกให้แน่น แต่ระวังมากแค่ไหนสุดท้ายก็ลื่นจนได้ เพราะทางเป็นดินแห้งร่วนมีก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อยแทรกอยู่ทั่วไป ดีนะที่ลื่นไปนิดเดียวและมือก็ยังจับเชือกไว้อยู่ ไม่เจ็บนะ และสามารถลุกขึ้นเดินลงต่อได้เลย ไม่รู้ว่าเราเดินช้า หรือว่าพี่ลูกหาบเดินไวมาจ่ออยู่หลังเราอีกคนแล้ว เราก็หลบๆ หลีกๆ ให้แซงไปก่อนเลย พอลงไปถึงลานกางเต็นท์ก็มีเต็นท์กางค่อนข้างเยอะแล้ว เราก็เลยกางตรงจุดเนินแรกที่เดินมาถึงและสามารถกางเต็นท์ได้ และลงมือกางเต็นท์ พี่ลูกหาบก็เดินมาช่วยทันทีที่เราหยิบเต็นท์ออกมา กราบงามๆ เต็นท์กางเรียบร้อยแต่เข้าไปนั่งในนั้นไม่ไหวจริงๆ เพราะมันร้อนมาก และตอนนี้เราก็ทำได้เพียงแค่รอเวลาเพื่อจะเดินขึ้นไปยอดช้างเผือกเพราะตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงเอง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     นั่งพักยาวไป ระหว่างนี้ก็กินมื้อเที่ยงที่เรายังไม่ได้แวะกินระหว่างทาง เพราะยังไม่รู้สึกหิว ดื่มน้ำหวานที่แช่ฟรีซไว้เมื่อคืนยังเหลือมาถึงตรงนี้อีกนิดหน่อยกินคู่กับขนมรอไป  สดชื่นจริงๆ เรามีเวลาช่วงนี้เหลือเฟือเพราะมื้อเย็นและมื้อเช้าพรุ่งนี้ของเราก็พร้อมกินได้เลย ต้นไม้ตรงจุดกางเต็นท์ที่มีน้อยนิดถูกจับจองไปก่อนที่เราจะมาถึงแล้ว ซึ่งเรามาช้าก็ต้องหาร่มเงาระหว่างนั่งรอเอาเอง ร่มที่พกติดตัวก็ถูกเอามาใช้สำหรับเหตุนี้โดยเฉพาะ ผ้าผืนไม่หนาแต่ขนาดใหญ่ก็เอามาขึงเพื่อกันแดดเพิ่ม ไม่นานกลุ่มที่เดินมาพร้อมกันกับเราก็ชวนไปนั่งหน้าเต็นท์ใกล้ๆ ร่มไม้ที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ก่อนถึงบ่ายสามเล็กน้อยพี่เจ้าหน้าที่จะเดินมาบอกทุกคนให้เตรียมตัวเพื่อเดินขึ้นยอดเขาช้างเผือก เมื่อทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว พี่เจ้าหน้าที่จะอธิบายและพูดถึงข้อกำหนดต่างๆ ก่อน หลังจากนั้นก็ทยอยกันเดินตามเจ้าหน้าที่ไปได้เลย เราค่อยๆ เดินต่อแถวตามกันไปเรื่อยๆ เพราะทางแคบและชัน บางช่วงมีเชือกให้จับ บางช่วงก็ต้องหาจับก้อนหินปีนขึ้นไป จากตรงนี้คนก็เริ่มทิ้งช่วงกันเล็กน้อย

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ในระยะเวลาไม่นาน เพราะระยะทางไม่ไกลมาก เราก็มาถึง “สันคมมีด” จุดนี้ที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าหวาดเสียวที่สุด ก็มันทั้งแคบทั้งชัน แต่เรื่องความปลอดภัยทั้งพี่ๆ เจ้าหน้าที่ และพี่ๆ ลูกหาบ ก็เตรียมพร้อมไว้เป็นอย่างดี นอกจากมีเชือกที่มีไว้ให้จับตอนขึ้นแล้ว พี่ๆ ก็จะยืนอยู่ตามจุดต่างๆ เราค่อยๆ เดินเรียงแถวตอนเรียงหนึ่ง พอถึงคิวเรา มือก็จับเชือกรอเลย ส่วนเท้าก็ก้าวตามจุดที่พี่คนข้างล่างชี้ให้เหยียบ และต้องเหยียบให้มั่นก่อนที่จะก้าวเท้าไปจุดต่อไป ส่วนพี่ด้านบนก็จะยื่นมือมารับเมื่อมาถึงด้านบน ซึ่งจุดนี้หลายคนก็ยังไม่กล้าที่จะยืนและเดินทันที ก็ความกว้างของสันเขา กว้างแค่ตัวเรา ลมพัดเบาๆ ก็ใจหวิว ขาสั่นกันเลย ก็เหวทั้งซ้ายขวาขนาดนี้

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     จากตรงนี้เราก็จะได้เดินตามสันเขาสีทอง ไปเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มเดินทิ้งห่างกันมากหลังจากผ่านสันคมมีด เหมือนเราอยู่ระหว่างกลาง กลุ่มหน้ากับกลุ่มหลัง ซึ่งเราก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่ไ้ด้เร่งตามหรือเดินช้าลง สันเขาที่เราเดินก็มีขึ้นลงสลับกันไป เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามทางไปเรื่อยๆ ไม่หวาดเสียวและแคบเท่าสันคมมีด แต่เราก็เดินด้วยความระมัดระวังให้มากที่สุด จนเราเดินมาถึงเนินสุดท้ายที่ชันมาก แม้ทางจะไม่แคบแต่ก็ไม่ควรประมาท เดินจับเชือกขึ้นไปเรื่อยๆ จนเริ่มบ่นในใจ จะเรื่อยไปถึงไหนเนี่ย ทำไมมันยังไม่ถึงยอดอีก จะไม่ไหวละนะ แต่ก็ยังก้าวเท้าเดินขึ้นไปไม่หยุด และในที่สุดก็ถึงสักที

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ถึงยอดแบบนี้ก็ยิ้มแแฉ่งสิจ๊ะ บอกเลยว่าวินาทีนั้น ลืมความเหนื่อยทั้งหลายที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มเดินตอนเช้าไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เราแต่เป็นแบบนี้ทุกคน ความสุขที่เราได้เห็นธรรมชาติ งดงาม และคุ้มค่ากับความหนื่อยที่ได้มาเห็นกับตาจริงๆ ส่วนเรานี่ยิ้มแก้มปริที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 แม้แต่ละครั้งที่มาไม่ใช่กลุ่มเดิม แต่เขาช้างเผือกยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือได้มากับแฟน ^^

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ยอดบนสุดนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ไม่มีร่มเงาใดๆ แต่หลายครก็ยังสามารถหาที่หลบแดดในแบบวิธีง่ายๆ เพราะแสงพระอาทิตย์เริ่มต่ำลงกว่ายอดเขาที่เราอยู่ ทำให้ต้นหญ้าที่ไม่ได้สูงมากนักกลับมีร่มเงาให้พอได้หลบแดดจากการนอนราบลงไปกับพื้น ชิลใช่ไหมละ น้องๆ ที่นอนก็บอกว่าชิลจริงๆ พื้นหญ้าก็นุ่ม วิวก็ดี สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ซึ่งแต่ละมุมก็เห็นวิว ทิวเขาสูงสลับซับซ้อนสวยงามแตกต่างกันไป แม้ว่าผู้คนที่ขึ้นมาบนยอดจะเยอะ แต่เราก็สามารถหามุมถ่ายรูปเดี่ยวได้หลายมุม เพราะนักท่องเที่ยวทุกคนน่ารัก มุมไหนเป็นจุดถ่ายรูปสวยๆ พอถ่ายเสร็จก็จะให้คนอื่นๆ มาถ่ายเก็บภาพสวยๆ บ้าง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     แม้ว่าบนนี้จะไม่มีอะไรให้ทำเลย นอกจากยืน เดิน นั่ง เพื่อชมวิว และซึมซับกับธรรมชาติ เรียกว่ามีเมมถ่ายรูปได้แค่ไหนก็ถ่ายกันไปไม่ยั้ง หามุมถ่ายรูปเดี่ยว ถ่ายรูปคู่  หาพร็อพ มาถ่ายมุมใครมุมมัน เพลินๆ ก็สนุกดี เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสกลับมาที่นี่ได้อีกเมื่อไร เพราะไม่ใช่แค่มีร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะเดินขึ้นมาบนนี้เท่านั้น แต่ต้องจองให้ได้ก่อน ซึ่งใครๆ ก็รู้ใช่ไหมว่า เรื่องจองนี้ยากกว่าการเดินขึ้นที่นี่อีก ก็เลยทำให้ทุกคนอยู่จนถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่บอกให้ทยอยลงจากยอดก่อนห้าโมงเย็นนั่นแหละ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     พี่เจ้าหน้าที่ให้ลงก่อนพระอาทิตย์จะตกดินเพราะถ้าแสงหมดมันจะอันตรายมากๆ ในการเดินบนสันเขาแบบนี้ พอเจ้าหน้าที่บอกเราก็เริ่มทยอยเดินกลับทางเดิมที่เราเดินมา ผ่านสันเขาที่ตอนนี้กลายเป็นสีทองมากกว่าเดิม เพราะแสงยามเย็นแบบนี้ และเป็นช่วงที่ทุกคนเดินทิ้งระยะห่างกันพอสมควร เราก็เลยไม่ได้เร่งรีบในการเดินเท่าไร แต่ก็ไม่ได้ช้าเกินไปเช่นกัน ยังคงเห็นคนข้างหน้า และกลุ่มข้างหลังอยู่ ช่วงเวลานี้มันดีจริงๆ ภาพถ่ายไม่สามารถเก็บได้หมดเท่าตาเห็น หากมีโอกาสลองมาเยือนสักครั้งนะ เราแนะนำ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     หลังจากเดินสันเขาตามคนข้างหน้ามาเรื่อยๆ จนเดินมาเห็นคนยืนต่อแถวเรียงไปตามสันเขาแบบนี้ น่าจะต้องเป็นสันคมมีดแน่ๆ ทำไมรู้สึกหวิวๆ กว่าตอนเดินขึ้นมาอีก ยิ่งช่วงระหว่างรอคิวนี่ใจยิ่งเต็นแรง การยืนอยู่บนสันเขาที่กว้างไม่มากแบบนี้ ขอจับเชือกไว้ก่อนดีกว่า เพราะหลายคนก็เลือกนั่ง เพราะหวาดเสียวน้อยกว่ายืนแน่ๆ พอถึงคิวเรา พี่ด้านบนก็ให้เราจับเชือกและหันหลังเพื่อที่จะได้ลงง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนไม่เคยหันหลังลงชอบหันหน้าลงแบบเห็นมากกว่า พอมันมองไม่เห็นจะรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ก็ทำตามที่พี่ๆ เขาบอก มือจับเชือกและหันหลัง ส่วนพี่ที่อยู่ข้างล่างจะเอามือมาจับที่เท้าเราไปวางไว้ตำแหน่งหินที่ให้เหยียบตามตำแหน่งเดิมที่เราเหยียบตอนขึ้นมา จนถึงขั้นสุดท้าย คนต่อไปๆ ก็ทำตามวิธีเดียวกันจนครบทุกคน

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ส่วนใครที่ผ่านสันคมมีดมาแล้ว ก็ค่อยๆ ไต่ลงมาเพื่อให้ถึงที่พักก่อนแสงจะหมด แต่แสงยามเย็นนี่ก็สวยจริง อยากหยุดดูแสงลับขอบภูเขาไป แต่ก็ทำไม่ได้ต้องรีบลงก่อนแสงจะหมด และต้องระมัดระวัง ตัวเองให้มากที่สุด และทุกคนก็กลับลงมาถึงเต็นท์จนครบ รวมถึงเจ้าหน้าที่และลูกหาบด้วย หลังจากอิ่มมื้อเย็นที่เราซื้อสำเร็จมาเลย ก็มานั่งเล่นหน้าเต็นท์ที่ก่อนหน้านี้ร้อนมาก แต่พอไม่มีแสงความเย็นก็เข้ามาทักทายเราอยู่พอสมควร โชคดีที่ลมไม่แรงมาก กำลังเย็นสบาย นั่งมองดาว มองฟ้า เพลินๆ ท้องฟ้ามืด ดวงดาวเต็มฟ้า ชอบบรรยากาศแบบนี้ ชอบช่วงเวลานี้จัง แต่เราก็เข้านอนไม่ดึกมาก เพราะมีภาระกิจอีกหนึ่งอย่างที่เราต้องทำพรุ่งนี้เช้า

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     กาแฟสัญญาใจบนเขาช้างเผือก

     เราปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาจัดเตรียมสิ่งของตั้งแต่เช้ามืด พระอาทิตย์ยังไม่ส่งแสงเลย และผู้คนก็ทยอยตื่นเก็บของ กินมื้อเช้าเพื่อเตรียมตัวลงทันทีที่มีแสงส่องมา กาแฟแก้วแรกที่เราเริ่มชงก็มอบให้พี่ๆ เจ้าหน้าที่ก่อนเลย เป็นเหมือนการขอบคุณที่เขาดูแลที่นี่ให้ปราศจากขยะ นักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินผ่านไปห้องน้ำก็เริ่มแวะเวียนเข้ามาพูดคุยทักทายและชอบรสชาติกาแฟที่เราชงให้ ซึ่งก่อนดื่มทุกคนต้องสัญญากับเราก่อน อย่าลืมนำของที่เรานำขึ้นมากลับลงไปด้วยนะ ที่สำคัญเมื่อลงไปแล้ว อยากให้ทุกคนลดละเลิกใช้พลาสติกครั้งเดียวแล้วทิ้ง หลายคนแบกเป้ผ่านเพื่อจะเดินกลับแล้ว พอเราอธิบายถึงสิ่งที่เราทำก็เข้ามาพูดคุยและชิมกาแฟที่เราชงให้ดื่ม พร้อมกับสัญญาใจเรียบร้อย

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     หลังจากนั้นผู้คนก็หยุดแวะเข้ามาล้อมรอบเรา และพร้อมที่จะสัญญากับเราโดยไม่ลังเลเลย มันเหมือนการเติมพลังบวกที่ดีให้กันและกัน ทุกขั้นตอนเราตั้งใจทำ และชงกาแฟตามรสชาติที่ทุกคนต้องการ ขอบคุณรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทสนทนาที่มีให้กันระหว่างการชงกาแฟท่ามกลางขุนเขาแบบนี้ เพราะในแต่ละที่ที่เราไปเราไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องมีผู้คนเข้ามาดื่มกาแฟและสัญญาใจกับเราจำนวนเท่าไร แต่เราตั้งใจที่จะแบกอุปกรณ์ชงกาแฟทั้งหมดนี้ไปด้วยความเต็มใจ ขอบคุณเพื่อนใหม่ทุกคนที่มาดื่มกาแฟทำสัญญาใจกับเราแล้วชอบในสิ่งที่เราทำให้ ผ่านคำขอบคุณทุกครั้งที่เรายื่นแก้วกาแฟให้

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     ในการไปในแต่ละครั้ง แต่ละที่ เราไม่เคยเลือกว่าจะชงให้ใครหรือไม่ชงให้ใคร เพราะเราจะชงให้ทุกคนที่พร้อมจะสัญญาใจกับเราเท่านั้น โดยเริ่มจากพูดคุยเรื่องราว คร่าวๆ ว่าเรามาชงกาแฟให้ดื่มเพื่ออะไร ให้เห็นถึงปัญหาขยะที่เป็นเหมือนจุดกำเนิดในการทำแบบนี้ของเรา ถ้าทุกคนพร้อมสัญญา เราก็พร้อมชงให้ดื่มทันที บอกรสชาติกาแฟที่ชอบแล้วเราจะยื่นเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้ว ให้ช่วยบดก่อนที่จะนำมาชงให้ดื่ม ซึ่งมันชื่นใจที่คนดื่มชอบกาแฟที่เราชง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     กาแฟครับ กาแฟ กาแฟที่ชงและบดแก้วต่อแก้ว ไม่ขาย ไม่รับเงินบริจาค และไม่ฟรี เพราะสัญญาใจที่ให้มันมีค่ามากกว่ามูลค่า ถ้าถามว่าแล้วเอาต้นทุนจากไหนมาทำ บอกตรงๆ ทุนส่วนตัวล้วนๆ และหลักๆ จะเป็นทิปที่ได้จากร้านกลิ่นฝัน ร้านกาแฟที่เราเปิด หลายต่อหลายครั้งที่เราไปทำกิจกรรมผู้คนที่มาดื่มกาแฟอยากจ่ายเงิน หรือช่วยสมทบทุน แต่เราต้องขอโทษที่รับไม่ได้จริงๆ อยากช่วยเรา มาอุดหนุนที่ร้านแทนนะคะ (แอบขายของนิดนึง) ครั้งนี้เราได้กาแฟมาจากปางอุ๋งคั่วกลางที่ป้าแอด แบ่งมาให้ชิมแบบไม่คิดเงินเมื่อรู้ว่าเราเอามาทำอะไร กราบงามๆ เราชงจนมาถึงกลุ่มสุดท้ายที่กำลังจะเดินผ่านเราไปแต่สุดท้ายก็แวะมาชิมกาแฟพร้อมทั้งสัญญาใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะเรายังคงทำทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจและขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยนำกากกาแฟไปเทใส่ดับกลิ่นในห้องน้ำ ยกยิ้วให้ค่ะ

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เราต้องรีบเก็บของทันทีที่ชงกาแฟแก้วสุดท้ายเสร็จ เพราะทุกคนเดินนำหน้าเราไปหมดแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการ เพราะเราอยากเห็นจุดกางเต็นท์ตอนที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว ที่นี่เหลือเป็นลานโล่งๆ ที่ไม่กว้างมากนัก มีกล่องใส่ยาและเทอร์มอมิเตอร์วัดอุณหภูมิแขวนอยู่ที่ต้นไม้ ไร้ขยะและสิ่งแปลกปลอม ปรบมือให้ทุกคนที่ไม่ทิ้งสิ่งใดไว้ให้ทำลายธรรมชาติ เราเก็บของในเวลาอันรวดเร็ว และเริ่มออกเดิน ตอน 9 โมงสี่สิบสาม โดยเราต้องเดินขึ้นเขาเนินแรกที่ทั้งสูงและชันลูกแรกนี้เลย ถ้ามีโอกาสเราคงได้กลับมาที่นี่ และได้ชมความงดงามของธรรมชาติที่ดีแบบนี้อีก แต่ทำไมตอนเดินกลับถึงรู้สึกว่ามันไกล เดินเท่าไรก็ไมถึงสักที

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     มิใช่แค่ปลายทาง

     ขอบคุณเพื่อนใหม่ทุกคนที่เราได้เจอตลอดการเดินทาง ตั้งแต่วันไปจนถึงวันกลับ บทสนทนาและเสียงหัวเราะทุกช่วงเวลา พลังบวกที่ส่งให้มามันชื่นใจจริงๆ มันเป็นแรงผลักดันให้เรามีกำลังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกมิตรภาพที่ดีที่มีให้กัน หากมีโอกาสเราคงได้พบกับ และร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้ง

 

เขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจเขาช้างเผือก กาแฟสัญญาใจ

     เก็บตก

     ขยะของเราเอาไปก็ต้องเอากลับ เป็นเรื่องธรรมดา หิ้วขึ้นมาหนักกว่านี้ยังเอามาได้ ขากลับเหลือแค่บรรจุภัณฑ์ไม่มีของข้างในแล้ว เบาขึ้นอีกเยอะ เอากลับสบายๆ เพราะในธรรมชาติมันผลิตพลาสติกเองไม่ได้ และย่อยสลายเองไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกชิ้นเล็กแค่ไหนมันก็คือสิ่งแปลกปลอมสำหรับธรรมชาติ มันคือหน้าที่ความรับผิดชอบของเราโดยตรง ช่วยกันเนอะ จบทริปแบบสวยงาม แม้ว่าเรายังลดการสร้างขยะทั้งหมดในทริปนี้ไม่ได้ เพราะบางอย่างมันมีบรรจุภัณฑ์มาอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือ แยกการทิ้งให้ถูกที่ ให้ถูกประเภท ลดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาสาเที่ยวขอขอบคุณ

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจบุรี
  • อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
  • ชุมชนบ้านอีต่อง

ติอตามข้อมูลกิจกรรมของ อาสาเที่ยว เพิ่มเติมได้ที่ facebook fanpage อาสาเที่ยว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจบุรี เบอร์โทร 034511200

หรือ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น