Menu

จากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สู่เมืองสงขลา

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

จากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สู่เมืองสงขลา

    จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดชายแดนใต้ เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำคัญตั้งแต่สมัยโบราณ มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองมานานหลายทศตวรรษ มีแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมาย มีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อก่อนคนไทยเรียกเมืองสงขลาว่า “เมืองสทิง” สันนิษฐานว่า ชื่อเมืองสงขลาน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า สิงหลา แปลว่าเมืองสิงห์ เป็นชื่อที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียอินเดียที่ใช้เรียกในอดีต เพราะเคยแล่นเรือผ่านมาในทะเลสาบสงขลาแล้วเห็นเกาะหนูเกาะแมว มีลักษณะคล้ายสิงห์ที่กำลังหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมือง อีกหนึ่งสันนิษฐานคำว่า สงขลา มาจาก สิงขร ที่แปลว่าภูเขา เนื่องจากในยุคดั้งเดิมเมืองสงขลาตั้งอยู่เชิงเขา พ่อค้าชาวมลายู ออกเสียงเพี้ยนเป็น เซ็งคอรา ชาวตะวันตกออกเสียงเพี้ยนเป็น ซิงกอรา จากนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคำว่า สงขลา จนถึงปัจจุบัน

     ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยว ที่มีผู้คนให้ความสนใจมาชมความสวยงามของตึกเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งแบบจีนโบราณ และแบบที่ผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในยุคต่างๆ จนถึงปัจจุบัน เมืองเก่าสงขลามีถนนสายสำคัญ 3 เส้น คือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม แต่จุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Street Art ที่แฝงวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ความเป็นมาในจุดต่างๆ ได้เรียนรู้และสนุกกับการถ่ายรูปกับแหล่งท่องเทียว ที่นี่ สงขลา

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     สงขลา เมืองเก่า

     แม้ว่าจะรู้จักจังหวัดสงขลามานานแล้ว แต่กลับไม่เคยได้มาเยือนที่นี่เลยสักครั้ง จนช่วงเดือนพฤษภาคมก็มีโอกาสได้มาเยือนสงขลา แต่ก็เป็นแค่ทางผ่าน แวะมาเดินเล่นในเมืองตามจุดต่างๆ แบบไม่นาน ซึ่งกลับเห็นอะไรบางอย่างและพูดกับตัวเองว่า อยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ได้กลับมาเยือนอย่างที่ตั้งใจ เป็นสองวันหนึ่งคืนที่รู้จักเมืองสงขลามากยิ่งขึ้น บอกเลยว่าเราอาจจะโชคดีที่เราได้พบเจอคนดีๆ มิตรดีๆ และทุกสิ่งที่ดี จึงทำให้เรา หลง รัก เมือง สงขลา เข้า อย่าง จัง และอยากให้ทุกคนที่มาที่นี่ได้รับรู้คววามรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ไปเลย!!!

เราคิดว่าเราค้นพบแนวทางของเราแล้ว

“อาสาเที่ยว แค่อยากให้คนไปเที่ยว ได้อะไรมากกว่าแค่ไปเที่ยว”

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     กางแผนที่

     ศึกษาเส้นทางและจุดหมายปลายทาง

     แม้ว่าจะเดินทางมาหลายต่อหลายครั้ง แม้จะนั่งเครื่องมาก็ตั้งหลายหน แต่ครั้งนี้ เราต้องออกเดินทางเองและจัดการ การเดินทางเองทั้งหมด นั่นละคือสิ่งที่ยากที่สุด รถทัวร์ รถไฟยังพอเคยจองเองบ้าง แต่ตั๋วเครื่องบินนี่บอกเลยว่ามันห่างไกลเหลือเกิน ไปทีไรก็จะมีคนจัดการจองให้ตลอด พอต้องมาทำเองบอกเลยว่ามันวุ่นวายมาก และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สักหน่อย ถามเพื่อนคือสิ่งแรกที่ทำ และโทรไปสอบถามเพิ่มเติมจากสายการบิน นั่งเปิดดูวนไปวนมา จนมั่นใจละว่าจะทำการจอง เพียงแค่ข้ามคืนตั๋วขึ้นราคาจากเดิมอีกเท่าตัว คำว่ารู้งี้จองเมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่วันนี้ก็สายเสียแล้วจริงๆ ด้วยเมรี (จำไว้เป็นบทเรียน)

     วันเดินทาง เราออกเดินทางจากบ้านไปสนามบินสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด การเดินทางมาก็สะดวกสบายหน่อย นั่งแท็กซี่มาแปบเดียวก็ถึง แต่ถ้าใครสะดวกนั่งรถโดยสารอย่าง แอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลาตี 5 ครึ่งแล้วก็ได้เช่นกัน เรามาถึงสนามบินในช่วงเวลาที่ท้องฟ้ากำลังสว่างขึ้นเรื่อยๆ และเป็นอีกวันที่พระอาทิตย์ส่องแสงให้ท้องฟ้าและก้อนเมฆสวยงามมาก ไปถึงเราก็ไปโหลดกระเป๋าและเดินเข้าข้างในเพื่อรอเรียกขึ้นเครื่อง แม้ว่าช่วงเวลาจะค่อนข้างเช้าที่เราเดินทาง แต่ที่ก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนอยู่ดี

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ทีละก้าว ทีละก้าว

     ฝึกเดินทางคนเดียว

     เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่องเราก็ทยอยเดินตามกันไป นั่งตามเลขที่ที่ระบุไว้ตามบัตร ใครที่หาไม่เจอสามารถสอบถามพนักงานได้เลย หลังจากได้ที่นั่งเรียบร้อย เครื่องก็ขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบินหาดใหญ่ ระหว่างนั้นพนักงานก็จะมีการสาธิตการใช้อุปกรณ์บนเครื่องบินอย่างละเอียดตั้งแต่เราเริ่มนั่ง หลังจากนั้นก็จะมีการเสิร์ฟอาหารระหว่างเดินทางเป็นแซนวิส รับประทานง่าย ที่สำคัญมาในกล่องกระดาษโดยไม่มีพลาสติกเลย อิ่มไปอีกหนึ่งมือแบบไม่สร้างขยะ ระยะเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่อยู่บนเครื่องเราก็มาถึงจุดหมาย เสียดายอยู่อย่างเดียวคือไม่ได้นั่งริมหน้าต่างอดเห็นวิวระหว่างเดินทางเลย พอลงเครื่อง รับกระเป๋าก็เดินออกมาข้างนอกที่ประตู 7 และ 8 ซึ่งอยู่ติดกัน ก็จะเจอรถรับจ้าง ทั้งแท็กซี่ มินิบัส ติดต่อสอบถามได้เลย ส่วนสองแถวต้องเดินออกไปถนนข้างหน้าหน่อย แต่ทริปนี้เราโชคดีมีเจ้าถิ่นมารับเราและจะพาเราไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย ที หนุ่มหาดใหญ่ที่แค่บอกว่าจะไปไหนรู้เลย โดยไม่ต้องเปิดแมพดู

     เราเก็บกระเป๋าและขึ้นรถพร้อมออกเดินทางไปยังเมืองเก่าสงขลาก่อนเลย ซึ่งระหว่างทางเราก็แวะรับผู้ร่วมทริปอีกหนึ่งคนที่เดินทางมาจากเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำๆ พอสมาชิกครบก็ออกเดินทางกันเลย ซึ่งเราจะมุ่งหน้าไปยังอำเภอเมืองสงขลา เพื่อจะข้ามไปเกาะยอ และที่มาของชื่อคือ ที่บริเวณเกาะนี้มีก้อนหิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายลูกยอเป็นจำนวนมากอีกทั้งที่เกาะก็มีต้นยอจำนวนมากเช่นกัน จึงได้ชื่อว่าเกาะยอจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเราต้องข้ามสะพานติณสูลานนท์ ช่วงที่ 1 ส่วนคนที่นี่จะเรียกว่าสะพานป๋าเปรม รถค่อยๆ เคลื่อนไปตามสะพานเพื่อข้ามทะเลสาบสงขลาอันกว้างใหญ่ ที่เรามองเห็นกระชังเลี้ยงปลาเต็มไปหมด

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     สะพานที่เราข้ามมาเป็นสะพานติณสูลานนท์ ช่วงที่ 1 พอลงสะพานมาก็จะเจอกับวัดแหลมพ้อ เหตุที่ชื่อนี้เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหลมยื่นออกไป และมีต้นพ้ออยู่จำนวนมาก เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดสงขลาอายุกว่า 200 ปี ซึ่งเราจะเห็นพระพุทธรูปปางปรินิพานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชื่อว่า สมเด็จพระพุทธมหาปรินิพพานศากยมุนีศรีเกาะยอ ซึ่งมีลักษณะบรรทมตะแคงขวา หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย (หมอน) พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาวางหงายอยู่ข้างพระเขนย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวา นอกจากนั้นที่วัดนี้ยังมีพระสมเด็จเจ้าเกาะยอ หรือ พระราชมุนีเขากุด เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่ชาวบ้านให้การเคารพสักการะเป็นอย่างมาก และยังมีองค์เทพต่างๆ ประดิษฐานอยู่ด้วย รวมทั้งพระพุทธรูปปางเปิดโลก และโบราณสถานที่สำคัญ อย่างอุโบสถ หอระฆัง เจดีย์ เรียกว่ามาที่นี่สามารถเดินไหว้พระขอพรเอาฤกษเอาชัยก่อนเดินทางไปยังจุดอื่นๆ ของเกาะยอได้เลย

     หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปยังสำนักสงฆ์เขากุฎิ ตั้งอยู่บนยอดเขากุฎิ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะยอ สามารถชมทิวทัศน์ของทะเลสาบและทะเลอ่าวไทย เป็นสถานที่หล่อหลอมใจของประชาชนบนเกาะมาอย่างยาวนาน บรรยากาศไร้ซึ่งสิ่งรบกวนจิตใจและเหมาะกับการมานั่งทำสมาธิ บนสำนักสงฆ์มีเจดีย์โบราณประดิษฐานอยู่เป็นทรงระฆัง ในทุกๆ ปีชาวเกาะจะจัดประเพณีแห่ผ้าขึ้นเขากุฎิเพื่อห่มองค์เจดีย์และห่มพระพุทธรูปสมเด็จเจ้าเกาะยอบนยอดเขาแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ระหว่างทางที่ลงจากเขามีหลายจุดที่มองเห็นวิว และสามารถจอดรถแบบปลอดภัยเพื่อลงมาถ่ายรูปได้ แม้ว่าจะต้องบุกป่าเข้าไปสักหน่อยก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างไร คนหนึ่งก็อยากถ่ายวิว อีกคนก็โพสท่ารอตรงผนังหินที่กั้นขึ้นมาได้อย่างสวยงาม มีบ้านหลายหลังที่พวกเราคิดว่าคงได้เห็นวิวสวยๆ แบบนี้ในทุกๆ วัน แค่คิดก็อิจฉาเบาๆ

     หลังจากลงมาถึงข้างล่างแล้วเราก็มุ่งตรงไปยังหลังเกาะเพื่อทานมื้อเที่ยง ร้านส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งร้านมหัศจรรย์เกาะยอ ก็เป็นหนึ่งในนั้น มีทั้งส่วนที่นั่งด้านบนและที่นั่งส่วนที่ยื่นออกไปมองเห็นกระชังปลามากมาย พร้อมกับเก้าอี้หวาย และเก้าอี้รังนกที่ใครมาก็มักจะขอขึ้นไปนั่งสักหน่อย เพราะเหมือนมันลอยอยู่กลางน้ำ ซึ่งก่อนจะขึ้นต้องบอกพนักงานด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยในการขึ้นไปนั่ง จัดท่านั่งเรียบร้อยก็ดื่มด่ำกับน้ำมะพร้าวที่เสิร์ฟมาแบบเป็นลูกสดๆ แช่จนเย็น เฉาะมาให้ดื่มสดชื่นมากๆ ทำให้การรออาหารไม่น่าเบื่อ เสียดายที่ไม่มีเวลาอยู่ที่นี่จนพระอาทิตย์ตก เพราะเป็นอีกบรรยากาศที่งดงาม (อันนี้พี่เจ้าของร้านบอกมา)

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เมนูก็จะเน้นไปทางอาหารทะเล มาถึงเกาะยอ ยิ่งต้องสั่ง ยำสาหร่ายเกาะยอ ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่อยู่คู่เกาะยอมาอย่างยาวนาน ซึ่งใช้สาหร่ายผมนางที่ผ่านการตากแดดจนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแล้ว สามารถเก็บได้จากรอบๆ เกาะ แค่ฤดูร้อนเท่านั้น ยำสาหร่ายจะออกรสชาติหวานหน่อย กินคู่กับใบพลู หัวหอมและพริก ให้ความรู้สึกเหมือนกินเมี่ยงคำ อีกหนึ่งสิ่งที่มาที่นี่แล้วต้องสั่งคือแกงส้มปลาขี้ตังลูกเขาคัน และปลาขี้ตังเป็นปลาทะเลเศรษฐกิจด้วย เป็นได้ทั้งปลาสวยงามและนำมาบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาทำเป็นแกงส้ม เพราะเนื้อปลาจะมีความหวาน ไข่ปลาจะมีความมัน ส่วนลูกเขาคันที่มีรสเปรี้ยวและรสชาติอร่อยเมื่อใส่ในแกงส้มทำให้อร่อยลงตัวกันพอดี ส่วนปูนึ่ง ปลาหมึกไข่ย่าง กุ้งเผา มีรึที่เราจะพลาด ทั้งสด ใหม่ และใหญ่มาก จนต้องโอ้โห เมื่อตักข้าวใส่หัวกุ้งที่มีมันเยิ้มๆ รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด เผ็ดถึงใจ บอกเลยว่าหยุดไม่อยู่ เนื้อแน่นมากตักสลับกับส้มตำปูม้ารสแซ่บ และปูไข่ดำดองน้ำปลาที่ไม่มีกลิ่นคาวเลย แต่เราก็ยังมีพื้นที่สำหรับปลากะพงขาวทอดสองร่าง ที่ฝั่งหนึ่งเป็นผัดพริกเกลือ อีกฝั่งเป็นยำเม็ดมะม่วงหิมพานต์แม้ว่าจะเสิร์ฟมาจานใหญ่มากแต่เราก็จัดการจนแมวน่าจะร้องไห้ได้อีกเช่นกัน

     จากนั้นเราก็ตบท้ายด้วยไอศกรีมกะทิที่เสิร์ฟมาในถ้ายกระลาพร้อมกับเครื่องที่มีสีสันสดใสมาก เรานำลงไปทานต่อในเรือเพื่อไปชมที่พักกลางทะเลที่มีผู้คนให้ความสนใจแวะเวียนมาเรื่อยๆ ซึ่งที่นี่มีความได้เปรียบทางธรรมชาติเพราะมีน้ำถึง 3 อย่าง คือ น้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย จึงทำให้อาหารทะเลทุกชนิดมีรสชาติที่อร่อยกว่าที่อื่น การทำประมงจึงถือว่าเป็นอาชีพหลักของชุมชนชาวเกาะยอ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งการดักไซนั่ง ไซนอน ดักโพงพาง และการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่เป็นที่นิยมมาก จนเรามองเห็นเต็มทะเลสาบสงขลาไปหมด ถึงกับมีการปั้นประติมากรรมสามสามัคคี ฝั่งหนึ่งเป็นปลากะพงขาวขนาดใหญ่ที่มีคนสองคนแบกทางหัวปลาอยู่ ส่วนอีกคนกำลังจับเชือกอยู่อีกฝั่งเป็นการถ่ายทอดความสามัคคีของคนใน 3 เชื้อชาติของภาคใต้เป็นอย่างดี เป็นประติมากรรมที่อยู่ริมน้ำภายในวัดแหลมพ้อ

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     หลังจากนั้นเราก็กลับเข้าตัวเมืองสงขลาเพื่อมาพูดคุยกับพี่ไผ่ แชมป์บาริสต้าภาคใต้ ปี 2018 ซึ่งพี่เขาก็เล่าความเป็นมาและตอบคำถามเราเป็นระยะๆ เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติที่เรารู้สึกว่าเราได้ความรู้ในเรื่องกาแฟค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญเราก็สั่งเมนูแนะนำมาชิมระหว่างที่พูดคุยกันด้วย อย่างแก้วแรก คือ cocoparadise หรืออีกชื่อคือ Mr.PROUND ที่เป็นกาแฟน้ำตาลสดใส่นม น้ำตาลมะพร้าว โฟมชีส และโรยหน้าด้วยขนมขี้มอด ซึ่งเป็นเมนูที่ชนะการประกวดในงาน Thailand creative barista challenge 2018 Southern region อีกเมนูที่เป็นกาแฟ คือ Miss Sunshine ซึ่งเป็นกาแฟไนโตรเจน ผสมน้ำผลไม้และขิง มีฟองด้านบนติดริมฝีปากเวลาดื่มดูเซ็กซี่เล็กน้อย ส่วนใครที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีจะมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ ให้ได้เลือกชิม ซึ่งไม่ควรพลาด Apple Jack ชาเออร์เกร ผสมน้ำแอปเปิ้ล คาราเมล ราดด้วยโฟมโยเกิร์ต ลักษณะเหมือนเบียร์มากๆ เพราะพี่คนคิดเมนูเป็นคนชอบดื่มเบียร์ นอกจากเครื่องดื่มที่นี่ก็ยังมีขนมและของทานเล่นด้วย ส่วนร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นคือร้านหนังสือที่พี่เขาก็พาเดินไปชม บอกเลยว่าไม่อยากเข้าไป เพราะกลัวใจตัวเองว่าจะอดที่จะซื้อหนังสือไม่ได้ ร้านหนังสือเล็กๆ ที่อัดแน่น และเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย หลากหลายแนว มีเสื้อและกระเป๋าให้ได้เลือกซื้อด้วย ที่สำคัญเจ้าของร้านใจดีอีกเช่นกัน  ตอนที่เราไปร้านฮาร์ทเมท คอฟฟี่ แอนด์ อีทเทอรี อยู่ที่ถนนยะหริ่ง แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ถนนนครในแล้วนะ ไปเลย คนในร้านใจดีทุกคน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     หลังจากนั้นเราก็ไปเดินแถวหาดสมิหลาเพื่อเข้าไปชมที่พักอย่างโรงแรมบีพีสมิหลาบีชแอนด์รีสอร์ท เป็นโรงแรมเก่าแก่อยู่ที่ชายหาดส่วนตัวเล็กๆ บริเวณหาดสมิหลา ภายในรูปทรงแปลกตา ยังมีผู้คนแวะเวียนเข้าพักอย่างต่อเนื่อง และสามารเข้าเมืองไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย มีด้านที่ระเบียงหลังห้องมองเห็นชายหาด เห็นแสงยามเย็นเมื่อพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย

     แต่เราเลือกที่จะไปชมพระอาทิตย์ตก ณ สวนสองทะเล ซึ่งที่นี่มีนาคเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดน้ำ และความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิตทั้งปวง จะพ่นโปรยน้ำทิพย์มาชโลมให้มนุษย์มีความสุข สดชื่น ชำระล้างมลทินทั้งทางกายและใจ ที่นี่จะแบ่งพญานาคออกเป็น 3 ส่วน หนึ่ง ส่วนหัวพญานาค ที่บริเวณแหลมสนอ่อนสวนสองทะเลหมายถึงสติปัญญาที่เป็นเลิศ สอง ส่วนสะดือที่บริเวณลานชมดาวสระบัวแหลมสมิหลา หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ สาม ส่วนหางที่บริเวณหาดสมิหลาด้านถนนชลาทัศน์ หมายถึงบริวารที่พรั่งพร้อม ซึ่งเราสามารถเห็นทั้งสามส่วนได้หากขับรถเลาะชายหาดตั้งแต่หาดสมิหลา หาดชลาทัศน์ จนถึงสวนสองทะเล ที่อยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลาและทะเลฝั่งอ่าวไทย ยามเย็นแบบนี้จะมีผู้คนมาพักผ่อนนั่งเล่นกับครอบครับท่ามกลางแสงพระอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆ ลับหายไป ซึ่งวันนี้เราโชคดีแสงสุดท้ายสะท้อนท้องฟ้าและก้อนเมฆเป็นสีสันสวยงาม

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ถนนคนเดิน สงขลาแต่แรก จะมีทุกวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม อยู่ที่ถนนจะนะ ริมกำแพงเมืองเก่าสงขลา ปิดถนนให้เราได้เดินดูของใช้ที่มีร้านค้าหลากหลายแนวให้เราได้ซื้ออย่างงานแฮนด์เมด จะใช้เองหรือซื้อเป็นของฝากก็ได้ ส่วนร้านขายอาหารไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าจะซื้อทุกร้านก็คงจะกินไม่หมดสำหรับสองคนแน่นอน และจะมีเยอะในช่วงใกล้ๆ หอนาฬิกา คนนี่ยิ่งแน่นทุกร้าน จนคิดว่าเขาแจกฟรี ซึ่งร้านค้าก็ยังมีรอบๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาด้วย  ยิ่งดึกคนก็ยิ่งเยอะ เราเดินอยู่ที่นี่จนดึกพอสมควร ได้ของฝาก และอิ่มมาก เพราะมองไปทางไหนก็น่ากินไปหมด อันนั้นก็ไม่คุ้น อันนี้ก็ไม่รู้จัก แบบนี้ก็ต้องชิม

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เราเดินจากถนนคนเดินเพื่อกลับมายังที่พัก ระยะทางก็ไม่ได้ไกล และก็ไม่ใกล้มาก แต่เราก็เดินคุยกัน ดูนั่นนี่ไปเรื่อย จนมาถึงที่เดอะรู คลาสิก โฮมเทล ที่พักที่ต้องสังเกตุทางเข้าให้ดี เพราะไม่งั้นจะเลยไปแบบไม่รู้ตัว แต่ช่วงค่ำแบบนี้หาทางเข้าง่ายกว่าช่วงกลางวัน ที่มีรถวิ่งไปมา และจอดบังจนเราไม่ทันเห็นทางเข้า เข้ามาข้างในที่นี่แบ่งเป็นสัดส่วนได้ดี มีโซนที่นั่งในบรรยากาศชิวๆ สบายๆ ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้และเงียบสงบ เมื่อเข้ามายังโซนที่พักก็มีจุดบริการชา กาแฟ และโต๊ะนั่ง ห้องพักมีทั้งชั้นล่างและชั้นบน ที่มีการตั้งชื่อตามประตูเมืองสงขลา แต่ที่นี่มีเพียง 6 ห้องเท่านั้น เราได้พักห้องชัยยุทธชำนะ ที่อยู่ด้านล่างมีห้องน้ำในตัว ขนาดกระทัดรัด พอดีสำหรับสองคน ด้านล่างยังมีอีกหนึ่งห้องพักคือ ศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ แต่ห้องน้ำอยู่ด้านนอก   ส่วนห้องอัคนีวุธ พุทธรักษา อยู่ด้านบน มีห้องน้ำในตัวทั้งคู่ ซึ่งแต่ละห้องมีการจัดที่แตกต่างกันไป เรียบง่าย สะอาดตา แม้ว่าจะเป็นบ้านเก่า

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ห้องมรคาพิทักษ์ ห้องขนาดใหญ่ที่สามารถนอนได้ 3 คน ภายในห้องมีโซนนั่งเล่นด้วย ส่วนห้องสุดท้ายที่เราได้เข้าไปดู ก็ชอบตั้งแต่ได้เริ่มเดินขึ้นบันไดแล้ว ห้องสุรามฤทธิ์ ห้องใต้หลังคา ที่ไม่ได้ทำเพิ่มเติมแต่เป็นห้องที่อยู่คู่บ้านนี้มาแล้ว ซึ่งข้าวของที่นี่ทั้งในห้องนอน โซนนั่งเล่นชั้นล่าง ของเก่าทั้งหลาย อยู่คู่บ้านนี้อยู่แล้ว แค่นำมาจัดวางอย่างลงตัว ทำให้เรารู้สึกว่า เราได้เดินชมพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ เลย ซึ่งที่พักนี้มีร้านโกหอม ข้าวหมูแดงโบราณอยู่ทางด้านหน้า ฝั่งถนนนครใน ที่มีข้าวหมูแดงในชาม หมูกรอบ ไส้กรอกตับ ส่วนเมนูอื่นๆ อย่างเล้งบอกเลยว่าแซ่บมาก ซึ่งที่นี่ก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์เก่าๆ มากมาย แขวนอยู่ด้านบน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     แต่ถ้าหากเราเดินเข้าฝั่งถนนนครใน ซึ่งทางก็เล็กๆ แคบๆ สมกับที่ชื่อ คาเฟ่ เดอรู เรานี่เดินเข้ามาตามเสียงเพลงไปจนถึงข้างในที่มีพื้นที่กว้างและร่มรื่นมาก คาเฟ่ต้องเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ซึ่งก็มีเมนูให้ได้เลือกจนเราลายตาไปหมด ทั้งน้ำหวาน กาแฟ และน้ำผลไม้

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เช้าวันแรกที่สงขลา เราตื่นกันตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ในจุดที่มีตำนานว่า เมื่ออดีตได้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง บรรดา 12 หัวเมืองได้ขนเงินและทองเพื่อมาบรรจุในพระบรมธาตุ นายแรงก็เช่นกันได้ขนเงินจำนวนเก้าแสนขึ้นเรือแต่โดนคลื่นลมจนไปไม่ทัน นายแรงเสียใจจึงกลั้นใจตายให้ลูกเรือตัดหัวตนไปวางไว้บนยอดเขา หลังจากนั้นเขาลูกนี้ถูกเรียกว่า เขาเก้าแสน ที่ออกเสียงเพี้ยนจนมาเป็น เขาเก้าเส้ง ซึ่งภาษาพื้นเมืองจะเรียกว่า หัวนายแรง คือก้อนหินที่ปิดทับอยู่บนยอดเขานั่นเอง ถ้าสังเกตุจะเห็นว่ามีผู้คนนำผ้าสีๆ มาพันไว้รอบก้อนหินด้วย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าดวงวิญญานของนายแรงยังเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่จนถึงปัจจุบัน นอกจากจุดนี้แล้วเราสามารถเดินลงไปยังชายหาดด้านล่างได้อีกด้วย บรรยากาศกำลังสบาย แดดอ่อนๆ กำลังส่องแสงให้เราได้เก็บภาพจนถึงช่วงสายก่อนที่แดดจะแรง ซึ่งก่อนกลับก็สามารถไหว้พระขอพร ที่วัดเก้าแสนได้อีกด้วย เพราะอยู่ด้านหลังหาดนี่เอง

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     แต่ถ้าใครยังอยากชิวอยู่ริมทะเลก็สามารถมาเดินเล่น ดูผู้คนต่อได้ที่หาดสมิหลาที่อยู่ห่างประมาณ 3 กิโล เป็นหาดที่มีนางเงือกทองสัญลักษณ์ประจำหาด มีคนเล่าว่าเคยเห็นนางเงือกขึ้นมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำกระทั่งมีชายประมงเดินผ่านมา นางเงือกตกใจลงทะเลไปโดยลืมหวีทองคำทิ้งไว้ แม้ชายผู้นั้นจะเฝ้ารอก็ไม่ได้พบเห็นนางเงือกอีกเลย ซึ่งรูปปั้นนางเงือกทองที่เราเห็นก็เป็นนางเงือกทองที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ เป็นจุดที่ใครหลายคนมาแล้วก็จะต้องแวะมาถ่ายรูปด้วย ซึ่งด้านหลังเราจะมองเห็นเกาะหนู เกาะแมว ที่สำคัญเคยมีคำกล่าวที่ว่า ใครมาเยือนสงขลาแล้วไม่มาเยือนสมิหลาก็เหมือนมาไม่ถึงสงขลา

     หาดสมิหลามีโขดหินขนาดย่อมยื่นลงทะเล หาดทรายขาวละเอียดมาก ที่เรียกว่า ทรายแก้ว จนมีเด็กๆ แวะเวียนมาวิ่งเล่นตลอดทั้งวัน โดยที่ไม่มีใครกลัวแดดเลย ที่นี่มีป่าสนร่มรื่น มีม้าให้ขี่ และรูปปั้นหนูและแมวอีกด้วย เลยไปทางสวนสองทะเล ก็จะมีรูปปั้น เสด็จเตี่ย อนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ให้ได้เคารพสักการะ

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     หลังจากชิวๆ กับบรรยากาศท้องทะเลและชายหาดแล้วยังมีแรงเหลือก็สามารถขึ้นเขาตังกวนที่อยู่ไม่ไกลจากหาด มีสถานีลิฟท์เขาตังกวน เสียคนละ 30 บาทกับระยะเวลาไม่นานเราก็ขึ้นมาถึงยอดเขา ซึ่งข้างบนนี้เราจะได้เห็นพระเจดีย์หลวงทรงระฆัง สีขาวตัดกับสีทองโดดเด่น สง่างาม มีผู้คนจำนวนมากที่นำกระดิ่งมาถวายที่องค์พระธาตุ อยู่ใกล้ๆ กันก็จะเห็นประภาคาร ที่มีประวัติการสร้างมาอย่างยาวนาน แถมที่นี่บริเวณรอบๆ ยังมีต้นไม้ใหญ่มากมาย ทำให้ดูร่มรื่น ด้านบนจะแบ่งวิวออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งขวาจะเป็นวิวทะเล ที่สามารถมองเห็นเกาะหนู เกาะแมวได้อย่างชัดเจน ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นวิวเมือง ที่มีรูปปั้นหล่อเหมือน หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด หันหน้าไปยังเมือง ซึ่งวิวเมืองที่เรามองเห็นสามารถมองได้ 360 องศา ทำให้ตื่นเต้นจนลืมแสงแดดที่ร้อนและแรงไปชั่วขณะ ใครมายืนอยู่มุมนี้ต้องร้องว้าว บอกเลยว่าต้องขึ้นมา

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     จากจุดนี้เราสามารถเดินลงไปข้างล่าง ที่มีพลับพลาวิหารแดง โดยมีบันไดนาคเป็นตัวเชื่อม ซึ่งตอนเดินลงไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน ส่วนตอนขึ้นก็แค่เดินไป หยุดไป นับก้าวอย่างช้าๆ แวะดูซ้ายขวาที่ต็มไปด้วยต้นไม้ แก้เหนื่อยไปพลางๆ เราเดินลงมาถึงศาลาวิหารแดง พลับพลาที่ประทับทางด้านหลัง ที่นี่มีลักษณะการก่อสร้างภายใน เป็นเสามีช่องทางเดินทะลุถึงกัน แต่ละช่องมีขนาดเท่ากัน และเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด มองจากด้านหน้าจะทะลุไปถึงด้านหลัง มองจากด้านหนึ่งก็จะทะลุไปอีกด้านหนึ่ง ด้านหน้าจะเห็นวิวทะเล และภูเขาสวยงาม พร้อมกับบันไดที่สามารถเดินขึ้นลงได้ หากใครชอบเดินควรเลือกทางนี้ มีทั้งหมด 145 ขั้น แต่เราก็กลับทางเดิมลงลิฟท์แล้วกันนะ เพราะมีเวลาอยู่ที่สงขลาไม่มาก

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เราลงจากเขาตังกวนแล้วมุ่งหน้าไปยังถนนนางงาม เพื่อหามื้อเช้าทาน เมนูที่ทุกคนไม่ควรพลาดถ้าหากมาถึงเมืองสงขลา เป็นอาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น คือ ข้าวสตู ที่ร้านเกียดฟั่ง ผสมผสานวัฒนธรรมของอังกฤษ อินโดนีเซีย จีน และไทย ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถ่ายทอดใ้ห้แก่โกยาว (รุ่นที่ 1) ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย จนขายดิบขายดีจนปัจจุบัน (รุ่นที่ 3) ข้าวสตูเกียดฟั่ง จะเป็นสตูน้ำซุปกระดูกหมูและเครื่องเทศ ผสมหางกะทิ มีทั้งเนื้อหมู หมูแดง หมูกรอบ และเครื่องใน ยิ่งได้กินกับพริกน้ำส้ม สูตรเด็ดเฉพาะของทางร้าน บอกเลยว่าเพิ่มข้าวแน่นอน

     นอกจากข้าวแล้วที่ร้านยังมีของเด็ดอีกอย่างที่ต้องมาลอง คือ ซาลาเปาสูตรโบราณ ที่โดดเด่นไม่แพ้ข้าวแน่นอน เป็นซาลาเปาลูกใหญ่มาก ไส้เต็มๆ อัดแน่น ทั้งหมูสับ ไข่ต้ม กุนเชียง เห็ด และถั่วลันเตา ที่จะนึ่งอยู่หน้าร้าน กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ซึ่งถ้าใครอยากกินซาลาเปา ต้องมาตอนเลย 10 โมงไปก่อนนะถึงจะสั่งได้ เพราะช่วงเช้าที่ร้านจะเน้นขายข้าวสตูก่อน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ถัดไปไม่ไกลตรงศาลเจ้าพ่อกวนอูหากไม่สังเกตุอาจจะมองผ่าน คิดว่าผู้คนเข้าไปไหว้พระขอพรเท่านั้น แต่ถ้าหากสังเกตุดีดี ที่ใต้โรงงิ้วจะเห็นว่ามีคนนั่งขายของอยู่ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก ก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้ว เป็นก๋วยเตี๋ยวที่มีขายเพียงเส้นเดียว คือเส้นหมี่น้ำใส ใส่กระดูกหมู ตีนไก่ตุ๋น อีกเมนูที่ต้องสั่งคือลูกชิ้นหมูกินคู่กับพริกน้ำส้ม ใครอยากลองชิม ก็หาไม่ยาก ก้มๆ ดูใต้โรงงิ้วเลยว่าเปิดไหม ส่วนขนมหวาน ขนมโบราณต่างๆ ก็หากินได้ง่ายๆ เพราะมีฃายร้านที่ตั้งขายอยู่หน้าบ้านเลย เดินผ่านก็เห็น อย่างขนมสัมปันนี

     การอจี้ก็ควรต้องลองมีอยู่ฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าเลย เป็นขนมอีกหนึ่งชนิดของชาวจีนที่ใช้ในพิธีไหว้เทศกาลต่างๆ ร่วมกับขนมเข่งและขนมเทียน การอจี้ทำจากแป้งข้าวเหนียวกวนกับน้ำจนข้น เติมน้ำร้อนแล้วนำไปนึ่งจนสุก นำไปทอดจนเหลือง กรอบ แล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกด้วยงาและน้ำตาล หนุบหนับ และหวานๆ ส่วนร้านขนมที่อยู่ใกล้ๆ กัน ที่ควรลอง คือขนมไข่เตาถ่านบอกเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะทำกันสดใหม่ ส่งกลิ่นยั่วยวนตั้งแต่เดินผ่าน เตาถ่านที่อยู่ข้างร้านถูกวางทับด้วยถาดพิมพ์พอร้อนได้ที่ก็เทแป้งและตามด้วยเนย จากนั้นก็นำฝาครอบที่วางถ่านไว้ข้างบนด้วย ทับลงไปอีกชั้น ซึ่งคนทำต้องคอยยกดู เพื่อควบคุมไฟให้ขนมเหลืองและสุกทั่วกัน บอกเลยขั้นตอนนี้ท้องถึงกับร้อง เพราะกลิ่นขนมมันยั่วยวนเหลือเกิน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เรายังคงวนเวียนอยู่แถวๆ ศาลเจ้า และถนนนางงาม เพราะฝั่งตรงข้ามยังมีร้านไอศกรีมที่มีผู้คนแวะเวียนมาสั่งอย่างต่อเนื่อง แล้วเราจะไม่ลองได้ยังไง บันหลีเฮง ไอศกรีมถั่วเขียวโบราณ ซึ่งเป็นสูตรของมณฑลฮกเกี้ยน ที่มี ติดตัวตอนมาไทย และทำขาย ตกทอดรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน มีเมนูให้เราได้เลือกสั่งมากมาย ทั้งแบบใส่เครื่อง ใส่กล้วย ไข่แข็งหรือจะจัดแบบ combo ที่ใส่ทุกอย่างก็ได้

     อีกร้านที่อยู่ไม่ไกลกันคือ ไอติมโอ่ง ไอติมที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่า (สูตรไอติมโบราณจาก โกถ่อง) และคนรุ่นใหม่ที่หาเอกลักษณ์และจุดขายให้ตัวเอง (โอ่งจิ๋ว) ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จ กลายเป็นอีกร้านที่มีผู้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว แวะเวียนมาที่ร้านนี้อยู่เรื่อยๆ ไอติมใส่โอ่งที่นี่มีให้เลือก 2 รสชาติ คือรสดั้งเดิมอย่างกะทิ และรสลิ้นจี่ ซึ่งทางร้านจะมีเมนูเล็กๆ ให้เราเลือกว่าอยากใส่อะไรบ้าง หลังจากตัดความหวานจากน้ำเย็นในขันใบน้อยแล้ว เราก็ชิมเมนูทานเล่นอย่างลูกชิ้นทอดไม้จิ๋ว ราคา 3 บาท อีกสักสองสามไม้

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เราเดินออจากร้านไอติมเพื่อไปหาไอติมยิวกินต่อ ซึ่งก็อยู่ถนนสายนางงามที่ตัดกับถนนปัตตานีพอดี เป็นการตั้งชื่อของคนขายชาวจีนที่เดินทางมาจากกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันร้านตกทอดเป็นของลูก ทายาทรุ่นที่สอง ชื่อ จิ่น กั้ว หยวน แปลว่า ที่นี่เป็นร้านของลูกสาวและลูกชาย เมนูเด็ดคือ ไอติมใส่ไข่ คือตอกไข่แล้วตีก่อนที่จะเทราดลงไอศกรีม โรยหน้าด้วยผงโอวัลติน พร้อมเสิร์ฟ บนโต๊ะจะมีกล้วยวางไว้ สามารถตัดใส่ในถ้วยไอศกรีมได้เลย

     หลังจากนั้นเราเดินเลยไปอีกซอย ที่ถนนยะลาตัดกับถนนนางงาม เดินทะลุไปจนถึงถนนไทรบุรี ก็จะเจอกับวัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)  ซึ่งมีอายุกว่า 400 ปี สร้างตั้งแต่ตอนปลายอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดยายศรีจันทร์ ต่อมามีผู้สร้างวัดเลียบ ทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ ทางทิศใต้ ชาวสงขลาเลยเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า วัดกลาง และเปลี่ยนเป็นวัดมัชฌิมาวาส ในปัจจุบัน มีสิ่งสำคัญอีกมากมายในวัด แต่ช่วงเวลาที่เราไป ภายในวัดกำลังมีการบูรณะในหลายๆ จุด เราเลยได้แค่เดินอยู่อยู่บริเวณหน้าวัด

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เดินเลยวัดไปทางถนนพัทลุงและเดินย้อนกลับมาตัดกับถนนนครในก็จะเจอกับ มัสยิดบ้านบน (มัสยิดอุสาสนอิสลาม) ที่สร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับการสร้างเมืองสงขลา เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของพี่น้องชาวมุสลิม ที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยและจีน แล้วเดินต่อไปยังประตูเมือง เพื่อผ่านไปยังถนนนครนอก ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินสักหน่อย เพราะถนนค่อนข้างแคบ และรถก็ค่อนข้างเยอะ

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     เราเดินเส้นถนนนครนอก ฝั่งซ้ายเป็นท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ ท่าเรือสำคัญแห่งหนึ่งในอดีต ที่มีรูป Street Art สุนัข แมว หนู และนก วาดโดยอ้างอิงจากนิทานพื้นบ้านเมืองสงขลา ส่วนนกคือ นกกรงหัวจุกที่คนสงขลานิยมเลี้ยง ใกล้ๆ กัน คือภาพ สามล้อถีบพ่วงข้าง หรือ ล่อหลี พาหนะคู่เมือง ซึ่งตอนนี้ของจริงมีให้เห็นน้อยมาก ส่วนขวามือจะเป็นถนนยะลา ที่บางคนเรียกตึกระเบิด หรือบ้านสงครามโลก เพราะเป็นตึกเก่าที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นอาคารใหญ่สูงสามชั้น ซึ่งหลายคนคาดว่าน่าจะเป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น เราเห็นแค่ภายนอกยังรู้สึกสะดุดตาเลย แม้ว่าจะดูเก่าและโทรมไปบ้าง

     เรายังคงเดินไปเรื่อยๆ บางช่วงที่ตัดกับถนนนครใน เราก็เดินไปเพื่อชมตึกราบ้านช่อง ซึ่งที่นี่สามารถแบ่งสถาปัตยกรรมได้เป็น 4 แบบ คือ ตึกแถวจีนแบบดั้งเดิม ตึกแถวแบบจีนพาณิชย์ ตึกแถวแบบ ชิโน ยูโรเปี้ยน และตึกแถวแบบจีนสมัยใหม่ ซึ่งผนังบางตึกก็ยังคงมีภาพวาดให้เราได้ถ่ายรูปอีกด้วย อย่างรูปอาแปะยื่นหมวกกันน็อคจากประตูบานเฟี้ยม ที่เขียนบนผนังร้านขายหมวกกันน็อค ซึ่งหน้าร้านมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ สื่อถึงความห่วงใยของคนในละแวกนี้

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     อีกจุดที่คิดว่าไม่น่ามีใครพลาดจุดนี้ไปได้คือ บริเวณถนนหนองจิกตัดกับถนนนครนอกที่มีภาพวาดร้านกาแฟรถเข็น คือร้านโกตุ้นเจ้าเก่า คนในภาพล้วนมีชีวิตอยู่จริงในชุมชน บนรถเข็นมีของขายเหมือนในอดีต รวมทั้งต้มสามเหลี่ยมใบกะพ้อ เลยภาพวาดไปก็จะเจอกับประตูศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์สีแดงอยู่กลางถนน เลยไปอีกหน่อยท้ายถนนหนองจิกก็จะเจอภาพ เรือประมง สะท้อนภาพเรือหาปลาในอดีต ซึ่งในภาพมีไต้ก๋งส่งเข่งปลาลงจากเรือ มีประตูห้องเรือตรงกับหน้าต่างบ้านพอดี เป็นถนนที่ค่อนข้างแคบ แต่ก็มีรถเข้ามาเรื่อยๆ หากใครจะยืนถ่ายรูปที่จุดนี้ ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มาก เป็นที่ถนนที่ไม่ได้ยาวเท่าไร แต่เป็นอีกจุดที่เราใช้เวลายู่ค่อนข้างนาน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     บ้านเมืองเก่ายังคงดึงดูดให้เราเดินชม ดูนั่นนี่ไปเรื่อย และยังคงยึดถนนนครนอกเป็นเส้นหลักในการเดิน มันก็สนุกดีนะที่เราจะทายกันว่าตึกนี้เป็นแบบไหนใน 4 แบบที่กล่าวมา บ้านหลายหลังยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ บางหลังก็ถูกทิ้งร้างให้เก่าและทรุดโทรม แต่บางหลังก็ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นร้านกาแฟเก๋ๆ น่ารักๆ มีทั้งขนมหวาน และเครื่องดื่มให้ได้ดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศ ที่มีหลังร้านติดทะเลสาบสงขลา เห็นเรือแล่นไปมา ให้เราได้หยุดพักไปชั่วขณะ ก่อนที่จะออกมาท่องเมืองเก่ากันต่อ ซึ่งจุดสิ้นสุดถนนนครนอกที่จะเชื่อมถนนนครใน คือธนาคารกสิกรไทย ที่มีรูปวาด หนังตะลุงใส่สูท เมื่อตัวละครในหนังตะลุงอย่างลุงเท่ง ยอดทอง สะหม้อ และหนูนุ้ยสวมเสื้อผ้าอย่างโก้เก๋ จนทำให้คนที่เห็นอดยิ้มไม่ได้ เราก็เช่นกัน แต่ถ้าใครเมื่อยแนะนำว่าที่นี่มีรถรางชมเมืองด้วย โทรเช็ครอบก่อน 9 โมงหน่อยก็ดีที่ 091 0486673

     อีกร้านที่เราไม่คิดที่จะเดินผ่านไปเฉยๆ แน่นอนคือร้านขายต้นไม้ ที่มีเยอะแยะมากมายอย่างตระกูลกระบองเพชร ละลานตาหลากหลายรูปทรง น่ารักไปหมด แต่เสียใจที่เราคงทำได้แค่ชื่นชม เพราะให้ซื้อกลับกรุงเทพฯ ตอนนี้สำหรับเราคงยากหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็อยู่ร้านนี้นานพอควรเลย

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     อีกหนึ่งสถานที่ที่เราไม่ควรพลาด เมื่อมาถึงเมืองสงขลา อย่างโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ที่เป็นภาษาฮกเกี้ยน หมายถึง ความสามัคคี ความกลมเกลียว และความเจริญรุ่งเรือง เป็นโรงสีข้าวอายุกว่า 100 ปี ที่เริ่มจากขนาดเล็ก และขยายเป็นขนาดใหญ่ที่เดินกำลังด้วยไอน้ำ รับสีข้าวรอบทะเลสาบสงขลา จนมีการสร้างโรงสีขนาดเล็กขึ้นมา ทำให้ที่นี่หันมาทำกิจการโรงน้ำแข็ง เปลี่ยนเป็นโกดังเก็บยางพารา และกลายมาเป็นท่าเทียบเรือประมงขนาดเล็ก แม้ว่าเวลาจะผ่านมานาน โรงสีแดงยังคงโดดเด่นเพราะทายาทของตระกูลยังช่วยกันทำนุบำรุง ซ่อมแซมโรงสี ให้คงอยู่ในสภาพเดิม จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2554 ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นอุทยานการเรียนรู้นครสงขลา เป็นอีกที่ที่เราควรจะต้องมา

     ข้างๆ โรงสีแดงมีร้านเล็กๆ ที่มีหนังสือ และของจุกจิ๊กมากมายให้เราได้เลือก บอกเลยคนชอบหนังสือต้องหลงรักแน่นอน เป็นร้านขนาดเล็กที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และอัดแน่นไปด้วยหนังสือที่มีคุณภาพ

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     แม้ว่าเราจะเดินอยู่ถนนนครนอก แต่เราก็สามารถเดินเข้าไปชมบ้านนครในได้เช่นกัน เพราะบ้านนครในสามารถเข้าได้ทั้งฝั่งด้านถนนนครนอก และฝั่งด้านถนนนครใน ซึ่งบ้านนครในประกอบด้วยบ้านเก่าทรงจีน 1 หลัง ที่ได้รับการบูรณะแล้ว ส่วนอาคารชิโนยูโรเปี้ยน เป็นการสร้างใหม่ ทั้งสองหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้ผู้คนเข้าชมฟรี ภายในจัดแสดงของเก่าสะสม อย่างตู้ เตียงโบราณแบบจีน ถ้วยชาม รวมทั้งมุมที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 และ ร.10 บ้านนครในฝั่งประตูที่ออกทางถนนนครนอกจะมีช่องตึกที่ว่างอยู่จนมองเห็นไปถึงทะเลสาบสงขลา และเป็นจุดรับลมได้เป็นอย่างดี ติดใจมุมนี้หลายต่อหลายคนแล้ว รวมทั้งเราด้วย

     ถนนอีกสายที่มีขนาดเล็ก แต่เป็นถนนที่สามารถเดินทะลุตั้งแต่ถนนนครนอก ทะลุถนนนครใน ยาวไปจนถึงถนนนางงาม คือ ถนนยะหริ่ง ที่มีเหล็กดัดขนมต้มป้าปราณี ที่ทำอยู่บนกำแพงบ้านป้าปราณีนั่นเอง มีทั้งข้ามต้มมัด ขนมต้มใส่ไส้ ที่เป็นของดีประจำเมืองอีกอย่าง

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     วันนี้อาจเป็นวันโชคดีของเราที่แดดไม่ร้อนและแรงมากเท่าไร ทำให้เรายังมีแรงเหลือที่จะเดินเล่นไปเรื่อยๆ เข้าซอยนั้น ทะลุซอยนี้มองดูอดีต  และปัจจุบัน ผ่านตึกราบ้านช่องที่พบเห็น ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ส่วนใหญ่ยังคงยึดตึกเก่าในรูปแบบต่างกันมาทำให้มันมีชีวิตมากยิ่งขึ้น ดึงเสน่ห์ที่หลายคนหลงลืมกลับมาให้ผู้คนที่พบเห็น ได้รับรู้ว่าของเก่า ไม่ใช่ของล้าสมัย ซึ่งที่นี่สามารถตอบเราได้เป็นอย่างดีว่าของเก่าสามารถอยู่ในปัจจุบัน และยาวไปจนถึงอนาคตได้ หากเรายังคงเห็นคุณค่าของมัน

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     ภาพวาดอีกหนึ่งภาพที่เราพยายามเดินตามหาอยู่นานบนถนนนครใน สุดท้ายก็ได้เจอ ตายายชาวจีนนั่งหน้าบ้าน เมื่อหลายปีก่อนพอตกเย็นหลังปิดร้าน ชาวจีนจะมานั่งพักผ่อนที่หน้าบ้าน บ้างก็หยิบเครื่องดนตรีมาเล่น ย้อนรำลึกถึงบ้านเกิด ณ แผ่นดินอันไกลโพ้น จากนั้นก็กางแผนที่ต่อเพื่อตามหาภาพ Street art ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าสงขลามีถนนสายหลักอยู่สามสาย เราเดินกันไปแล้ว สองสาย จะไม่เดินอีกสายก็คงจะมาไม่ถึงสงขลาแน่ๆ ถนนนางงามที่เต็มไปด้วยร้านของกินดังๆ มากมาย หลายร้านก็จะมีภาพวาดปะปนอยู่ตามผนังด้วย อย่างถนนนางงามที่ตัดกับถนนรามัญ จะมีภาพ สภากาแฟ ที่วาดบนอาคารร้านกาแฟฟุเจ้าเก่า ชายสามคนในภาพเป็นบุคคลจริงซึ่งมีอาชีพต่างกัน แต่มานั่งคุยในร้านกาแฟเดียวกัน เป็นมุมที่เรียกได้ว่ามีผู้คนมาถ่ายภาพค่อนข้างเยอะ เพราะมีขนาดใหญ่ อยู่ในจุดที่มีผู้คนผ่านไปมามองเห็นได้ง่าย และถ้าหากโชคดีก็จะพบคุณลุงที่รับจ้างปั่นสามล้อถีบพ่วงข้างมานั่งรอลูกค้าอยู่ด้วย

     เดินเลยเข้าไปจนถึงถนนรามัญ หน้าร้าน Secret Garden ก็จะมีภาพ เด็กสามเชื้อชาติ ที่มีเด็กไทยพุทธ เด็กไทยมุสลิม และเด็กไทยเชื้อสายจีน เป็นเพื่อนเล่น กอดคอกัน สื่อถึงมิตรภาพของคนสามวัฒนธรรม เดินเลยเข้าไปอีกหน่อยก็จะพบภาพ ร้านน้ำบูดู ข้าวเกรียบกุ้ง ที่มีคนในบ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำข้าวเกรียบกุ้งและหมักปลาทำน้ำบูดูด้วยกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปกันเพลินมาก

 

เที่ยวเมืองเก่าสงขลา

     จุดสุดท้ายที่ถนนรามัญตัดกับถนนหนองจิก ก็ยังคงมีภาพวาดแอบซ่อนอยู่ อย่างเด็กเล่น ซึ่งเราเห็นแต่เด็กๆ ที่ใส่เครื่องแบบ รร. สตรีวชิรานุกูลกำลังสนุกสนานกับการเล่นเตะลูกขนไก่ ใกล้กันหน้าบ้านที่มีป้ายว่าเดือนฉายก็มีรูปวาดอยู่ที่กำแพงเช่นกัน ส่วนจุดสุดท้ายที่เราคิดว่ามันน่าจะอยู่ไกลและเวลาอาจจะไม่พอที่จะเดินไป แต่สุดท้ายเราก็มายืนอยู่ตรงมุมตึกถนนยะลาตัดกับถนนนางงามที่มีภาพ หมี่ผัดเสี่ยงโชค ที่วาดบนผนังฝั่งตรงข้ามร้าน ที่บอกว่าเสี่ยงโชค เพราะผัดในกระทะใบใหญ่ ใส่เต้าหู้ ลูกชิ้น และเนื้อหมู เมื่อตักแบ่งใส่จาน ใครโชคดีก็จะได้เครื่องเยอะ

     หลังจากนั้นเราก็เดินกลับมาที่จุดถนนรามัญตัดกับถนนนางงามเพื่อขึ้นสามล้อถีบพ่วงข้าง จากจุดนี้ไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา คุณลุงตัวเล็ก และแก่แล้วตอนที่เราคิดจะนั่งก็ยังลังเลว่าจะไหวไหม แล้วเราต้องนั่งถึงสองคนอีก แต่พอขึ้นนั่งเท่านั่นแหละ ลุงปั่นชิวมาก ปั่นไปก็เล่าประวัติไป ชี้ให้ดูนู่น ดูนี่ ไปเที่ยวมาหมดรึยัง อยากไปที่หนอีกไหม จนเรามาถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาแบบไม่รู้ตัว เราเห็นแค่อาคารก็อึ้งแล้วเพราะงดงามมาก เป็นสถปัตยกรรมแบบจีนผสมตะวันตก อายุกว่า 100 ปี ภายในจัดแสดงศิลปวัตถุที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ตอนล่าง ตัวอาคารเดิมเป็นคฤหาสน์ของผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ต่อมาได้ถูกใช้เป็นสถานที่ของหน่วยงานต่างๆ อาคารมีจัดแสดง 2 ชั้น ชั้นล่าง จัดแสดง 8 ส่วน ชั้นที่ 2 จัดแสดง 5 ห้อง ทำให้เราได้รู้ถึงเมืองสงขลามากยิ่งขึ้นตั้งแต่อดีต

 

เป็นการปิดทริปเที่ยวเมืองสงขลาแบบอิ่มเอมจริงๆ แต่สงขลาก็ยังคงมีอีกหลายมุม อีกหลายด้าน ที่เรายังสัมผัสไม่หมดอย่างแน่นอนในระยะเวลาแค่ 2 วันหนึ่งคืน หากมีโอกาสได้กลับไปเยือนอีกก็จะกลับไปทันที ไม่ใช่เพราะบ้านเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผู้คนที่เราได้เจอะเจอตลอดระยะเวลาที่ได้มาอยู่ที่นี่ ได้รับความช่วยเหลือในหลายต่อหลายครั้ง และทำให้เราอมยิ้มทุกครั้งที่ได้นึกถึง

สง ขลา เมือง เก่า ที่ ยัง คง อยู่ ใน ปัจ จุ บัน และ จะ อยู่ เรื่อย ไป จน ถึง อนาคต ใน แบบ ที่ สง ขลา เป็น

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น