Menu

สังขละบุรี – อีต่อง 3วัน 2คืน ชวนเธอไปชมดาว

สังขละบุรี - อีต่อง 3วัน 2คืน ชวนเธอไปชมดาว

ชวนเธอไปชมดาว กับกาแฟสัญญาใจ สังขละบุรีอีต่อง

อาสาเที่ยวครั้งนี้ เราจะไปทำกาแฟสัญญาใจ เพื่อรณรงค์ เที่ยวแบบไม่สร้างขยะ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

สังขละบุรี และ บ้านอีต่อง คือจุดหมายของเราในครั้งนี้ เที่ยว 3 วัน นอน 2 คืน กับ 2 จุดชมดาว

ออกจาก กทม. ก่อนแสงแรกของวัน ช่วยให้ไม่ต้องเจอรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ไปเช้าที่เมืองกาญฯ พอดี

หามื้อเช้าง่ายๆ หน้าสถานีขนส่ง ซึ่งไม่ไกลจาก สำนักงาน ททท. มากนัก ทานมื้อเช้าเสร็จก็ไปอัพเดตข้อมูลท่องเที่ยวในพื้นที่ก่อนเดินทาง ที่ ททท.สำนักงานกาญจนบุรี ซึ่งเปิดให้ข้อมูล นักท่องเที่ยวในวันจันทร์ ถึง วันศุกร์  ตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 16.30 น.

อัพเดตข้อมูลท่องเที่ยวเรียบร้อยพร้อมเดินทางต่อ จุดหมายแรกของเราคือ สังขละบุรี เมืองแห่งวัฒนธรรม ที่คงกลิ่นอายวิถีชาวมอญอยู่จนถึงปัจจุบัน เส้นทางไปก็ไม่ธรรมดาเลย ต้องนั่งรถขึ้นเขาพอสมควร ว่าแล้วก็ขอจอดแวะเที่ยวระหว่างทางไปสังขละ ซะหน่อย

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด สถานที่ท่องเที่ยวอิงประวัติศาสตร์ ที่ได้รับคำแนะนำมาจาก ททท. จอดรถสะดวก ห้องน้ำสะอาดมากครับ

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เชลยศึกชาวออสเตรเลียและฝ่ายพันธมิตร ที่ถูกบังคับให้สร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเตร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปก็ได้รับความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ช่องเขาขาด (Hellfire) เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายไทย – พม่า (ทางรถไฟสายมรณะ) ที่ตลอดเส้นทางจะต้องผ่าน เนินหิน ภูเขา หน้าผา ซึ่งต้องขุดให้เป็นช่องเพื่อที่รถไฟจะสามารถวิ่งผ่านไปได้ ช่องเขาขาด จุดนี้เองที่เรายืนอยู่เป็นจุดที่ใหญ่ที่สุดของเส้นทางนี้

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ร่วมมือจัดทำโดย รัฐบาลไทย และ รัฐบาลออสเตรเลีย เปิดทำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541

พิพิธภัณฑ์จัดการแสดงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. ส่วนจัดแสดงประวัติความเป็นมาของช่องเขาขาดและข้อมูลเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่
  2. ส่วนจัดฉายภาพยนตร์ ข้อมูลแนะนำท่องเที่ยวภายในพิพิธภัณฑ์, ทางเดินรถไฟ และภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2
  3. เส้นทางเดินธรรมชาติไปยังช่องเขาขาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายมรณะที่ปัจจุบันยังมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฎอยู่

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

เดินชมได้รับความรู้ด้านประวัติศาสตร์แล้วก็พร้อมเดินทางต่อไปยัง อ.สังขละบุรี

ขับรถตรงไปเรื่อยๆ ตามทางหลวงหมายเลข 323 จนถึงแยกก่อนถึง อ.ทองผาภูมิ ให้เลี้ยวขวา ขับต่อไปอีกประมาณ 74 กิโลเมตรก็จะถึง อ.สังขละบุรีครับ เส้นทางโค้งไต่ขึ้นเขาพอควร ระหว่างทางก็มีทิวทัศน์ภูเขาสลับกับวิวอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ มองเพลินๆ ระยะทางจากเมืองกาญฯ ไปยังสังขละ ประมาณ 200 กิโลเมตร ขับมาเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

เดินทางถึง อ.สังขละบุรี แล้ว ที่แรกที่เราไป คือวัดวังก์วิเวการาม หรือ ที่คนในพื้นที่เรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ วัดแห่งนี้เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านที่อพยพมาเมื่อตอนสร้างเขื่อน เป็นชาวกระเหรี่ยงและชาวมอญ ร่วมกันสร้างขึ้นมา ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบพม่า มีพระพุทธรูปหินอ่อน มีเจดีย์พุทธคยาจำลอง ที่จำลองแบบมาจากประเทศอินเดีย วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่ สวยงามและสงบ

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี

ไหว้พระเสร็จ ยังพอมีเวลาก่อนจะมืด ขอลงเรือไปชมเมืองบาดาลก่อนครับ ช่วงนี้น้ำในเขื่อนลดลงมาก สามารถนั่งเรือไปถ่ายภาพอุโบสถหลังเก่าที่จมอยู่ใต้น้ำได้ Unseen Thailand สมชื่อจริงๆ

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดวังก์วิเวการาม

เป็นวัดมอญวัดแรกที่หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวมอญและกระเหรี่ยงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2496 ก่อนจะย้ายขึ้นมาสร้างบนเนินเขาที่อยู่ปัจจุบัน

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดใต้น้ำสังขละบุรี

 

วัดศรีสุวรรณ

เป็นวัดของชาวกระเหรี่ยง

วัดศรีสุวรรณ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดศรีสุวรรณ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดศรีสุวรรณ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

 

วัดสมเด็จ

เป็นวัดไทย ในโบสถ์จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน

วัดสมเด็จ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดสมเด็จ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

วัดสมเด็จ วัดใต้น้ำสังขละบุรี

ล่องเรือเสร็จก็หาของอะไรทานเอาแรงก่อน เพราะช่วงหัวค่ำเรามีนัดกับทาง ททท. จะไปถ่ายดาวที่วัดใต้น้ำกัน

ของกินแยะมากครับที่สังขละช่วงเย็นๆ ก่อนค่ำ ไม่ต้องกลัวอด

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

และแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอย ถ่ายดาวที่วัดใต้น้ำ นั่งเรือออกจากท่าเรือไม่นานมากนัก ชมแสงไฟริมฝั่งของชุมชนมอญที่ยิ่งไกลแสงยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ จนถึงจุดจอดเรือบริเวณวัดใต้น้ำ (วัดวังก์วิเวการาม เดิม) มืดจนมองแทบจะไม่เห็นวัด แต่แค่แหงนหน้าเท่านั้นแหละครับ ดาวเต็มฟ้า เห็นดาวชัดมากๆ สมกับที่รอคอย ว่าแล้วก็หามุมกางขาตั้งกล้อง เตรียมลั่นชัตเตอร์กันดีกว่า ได้ภาพสมใจ และได้ความรู้อีกด้วย การมาดูดาวครั้งนี้ ททท.สำนักงานกาญจนบุรีได้เชิญ อาจารย์จาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติมาให้ความรู้เรื่องดาราศาสตร์และแนะนำเทคนิคในการถ่ายดาวให้อีกด้วย

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

เวลา 1 ชั่วโมงเหมือนจะเดินเร็วมาก ก็ถึงเวลาต้องขึ้นเรือกลับฝั่งแล้ว เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าเมืองไทยมีอะไรที่เรายังไม่ได้ไปสัมผัสอีกมากจริงๆ เพราะแม้ว่าเราจะเคยมาสังขละบุรีแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยนั่งเรือ มาเห็นดาวเต็มๆ แบบนี้เลย

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

ถ่ายดาวสังขละบุรี

เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องรีบตื่น เพื่อนั่งเรือจากที่พักไปยังสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์ สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวถึง 850 เมตร สะพานนี้สร้างเพื่อใช้ข้าม แม่น้ำซองกาเลีย เชื่อมการสัญจร มอญ – สังขละ ให้ถึงกัน

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

บนสะพานสามารถชมวิวสวยๆ ไกลสุดสายตา เห็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่โดยเฉพาะชาวมอญ ที่ยังคงแต่งกายด้วยชุดพื้นถิ่นอันเป็นเอกลักษ์ที่สวยงาม

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์

 

พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางเพื่อไปยังอีกหนึ่งจุดหมายคือ บ้านอีต่อง อ.ทองผาภูมิ ขับรถออกจากสังขละโดยใช้เส้นทางเดิม ถนนหมายเลข 323 พอถึงสามแยกทองผาภูมิให้เลี้ยวขวาจะอยู่ในเส้นทางถนนหมายเลข 3272 ระยะทางจาก อ.สังขละบุรี ถึงหมู่บ้านอีต่อง ประมาณ 144 กิโลเมตร ขับไปเรื่อยๆ ไม่รีบ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ ถนนแคบและชันมากช่วงขึ้นเขา ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษควรทำตามป้ายจราจรแนะนำระหว่างทางครับ ที่นี่จะไม่มีปั้มน้ำมันช่วงขึ้นเขานะ เตรียมรถเตรียมคนให้พร้อม แต่ในตัวอำเภอทองผาภูมิมีปั๊มน้ำมันครับ

ก่อนถึงบ้านอีต่อง ระหว่างทางจะผ่านน้ำตกจ๊อกกระดิ่น แนะนำว่าสามารถขับรถแวะเข้าไปได้ครับ แต่ทางค่อนข้างชันมาก ต้องระมัดระวังด้วยครับ

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีน้ำไหลตลอดปี มีเพียงชั้นเดียวความสูงประมาณ 34 เมตร เป็นน้ำตกที่ไหลผ่านซอกหินผา มีแหล่งกำเนิดเป็นน้ำผุดขึ้นจากภูเขาอีปู่ ตั้งอยู่ในพื้นที่เหมืองแร่ทังสเตน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 727 เมตร แอ่งน้ำตกมีสีฟ้าคราม มีความลึกกลางแอ่งประมาณ 3-4 เมตร

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

ออกจากน้ำตกก็ตรงไปหมู่บ้านอีต่อง เพื่อเข้าที่พักก่อนครับ ช่วงเย็นๆ ค่อยไปชมแสงเย็นที่เนินช้างศึก แนะนำให้ติดต่อรถโฟวีลในพื้นที่ขึ้นไปนะครับ ทางไม่ค่อยดีและชันมาก ควรใช้คนชำนาญพื้นที่ขับขึ้นไปจะดีกว่า

บ้านอีต่อง เป็นชุมชนเล็กๆ ที่เมื่อก่อนเป็นที่ตั้งของเหมืองปิล๊อก เหมืองขุดแร่ดีบุก เมื่อราวปี พ.ศ.2483 ปัจจุบันไม่มีการทำเหมืองแร่แล้ว แต่ด้วยที่เป็นพื้นที่ที่อากาศเย็นเกือบตลอดปี มีฝนตกชุก ช่วงที่ฝนตกจะมีหมอกลงมาปกคุมจนเป็นที่เรียกกันว่า บ้านอีต่องชุมชนกลางหมอก ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่โหยหาธรรมชาติ มาเที่ยว มาพักผ่อน สัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์

ก่อนขึ้นไปชมแสงเย็นที่เนินช้างศึก ก็แวะเที่ยวรอบๆ หมู่บ้านกันซะหน่อย

เนินเสาธง เป็นจุดตั้งเสาธงชาติไทย เคียงคู่ เสาธงชาติพม่า

ช่องมิตรภาพ อยู่ด้านบนของหมู่บ้านอีต่อง เป็นเขตแบ่งแดนไทยและพม่า บางช่วงเวลาสามารถเดินข้ามเขตแดนไปฝั่งพม่าได้ด้วย จากมุมนี้จะมองเห็นชุมชนในเขตพม่าได้ด้วยตาเปล่า

ช่องมิตรภาพ

ช่องมิตรภาพ

เนินช้างศึก เป็นฐานที่มั่นของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 (ฐานช้างศึก) จุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของชายแดนไทย – พม่า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,053 เมตร มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นหมู่บ้านอีต่องได้อย่างชัดเจน ในช่วงทัศนวิสัยดี สามารถมองเห็นทะเลอันดามันฝั่งประเทศพม่าได้อีกด้วยครับ

เนินช้างศึกเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม เมื่ออาทิตย์ลับฟ้าไปแล้วเราก็กลับลงไปยังหมู่บ้านครับ เตรียมถ่ายรูปเดินเล่นในหมู่บ้านยามค่ำคืนอันสงบต่อ ก่อนหาอะไรทานแล้วรีบนอนพักผ่อน เพราะเรามีนัดถ่ายภาพ ทางช้างเผือก กันตอนตี 3

บ้านอีต่อง

บ้านอีต่อง

บ้านอีต่อง

บ้านอีต่อง

ตี 3 ตามเวลานัดหมาย เรามาพร้อมกันที่ลานจอดรถ รถสองแถวพร้อม เจ้าหน้าที่ ททท.พร้อม วิทยากรจากสมาคมดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อม

ก็ขึ้นรถเดินทางไปเนินช้างศึกทันที เดี๋ยวจะไม่ทัน ทางช้างเผือกครับ นั่งงัวเงียบนรถ กระเด้งไปมาตามจังหวะล้อรถลงหลุม กระชากเร่งเครื่องเพื่อขึ้นเนินชันๆ ไม่นานก็ถึง เนินช้างศึก ที่ไร้นักท่องเที่ยว มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเฝ้าปฎิบัติหน้าที่อยู่

ลงรถรวมกลุ่มยืนฟัง อาจารย์ จากสมาคมดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายเรื่องดวงดาว เส้นทางช้างเผือก ลักษญะการสังเกตกลุ่มดาวต่างๆ ก่อนที่จะแยกไปหามุมถ่ายภาพทางช้างเผือกของตน มืดมากๆ ตอนเดินต้องระวังมาก ไม่อยากเปิดไฟฉาย จะไปรบกวนคนที่กำลังถ่ายทางช้างเผือกอยู่

ถ่ายดาวเนินช้างศึก

ถ่ายดาวเนินช้างศึก

ถ่ายดาวเนินช้างศึก

ถ่ายดาวเนินช้างศึก

ถ่ายดาวเนินช้างศึก

ได้ดูดาว ได้ถ่ายภาพ สมใจ ก็เตรียมตัวกลับเข้าที่พัก

อาบน้ำ จัดเตรียมอุปกรณ์ชงกาแฟ เพื่อทำกาแฟสัญญาใจ ครับ

กาแฟสัญญาใจ กาแฟที่ตั้งใจชงให้ดื่ม ขอแลกกับสัญญากันว่า จะช่วยกันพยายามลดการเพิ่มขยะให้โลกจากการ ดื่ม การทานอาหาร ให้มากขึ้น

เราเลือกจุดชงกาแฟที่หน้าที่พัก ไม่ไกลจากบ่อน้ำริมทางเดิน นักท่องเที่ยวเดินผ่าน เราก็พร้อมทักทาย ชวนมานั่งดื่มกาแฟด้วยกัน นักท่องเที่ยวบางคนก็ งงๆ กับการชวนชองเรา แต่ก็เดินเข้ามาคุยด้วย

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

“ชอบดื่มกาแฟมั้ยครับ วันนี้มีกาแฟ อราบิก้า จาก จ.น่าน จ.เชียงราย จ.ตาก และโรบัสต้า จาก อ.สังขละบุรี มาชงครับ เราพกเครื่องชงกาแฟมาด้วย”

พร้อมกับ อวดเครื่องชงกาแฟ ROK ESPRESSO เครื่องชงกาแฟสดแบบไม่ง้อไฟฟ้า กดชอต กาแฟ ออกมาเป็น เอสเพรชโช ได้เข้มถึงใจ

บรรยายสรรพคุณเรียบร้อย แล้วรอคำตอบจากนักท่องเที่ยว ว่าอยากดื่มกาแฟ หรือไม่

  • “ขอสองแก้วครับ” เสียงตอบกลับจากนักท่องเที่ยว
  • ด้วยความยินดี สองแก้วนะครับ รบกวนขอแก้วของลูกค้า ด้วยครับ เราไม่มีแก้วเทคอะเวย์ให้ เพราะเราไม่ต้องการจะเพิ่มขยะ ให้กับโลก จากการดื่ม ครับ
  • สีหน้า งง สงสัย จากนักท่องเที่ยว ส่งถึงเรา
  • เราเลยแนะนำว่าให้ไปยืมแก้วจากที่พักมาใส่กาแฟ
  • เป็นอันเข้าใจกัน ระหว่างนักท่องเที่ยวเดินไปเอาแก้วที่พัก เราก็บดเมล็ดกาแฟรอ
  • ไม่นานนัก นักท่องเที่ยวสองคนพร้อมกับแก้วคนละใบ ก็กลับมาหาเรา
  • เวลาของการสนทนาเริ่มขึ้นอีกครั้ง
  • กาแฟวันนี้เราไม่ได้ ชงเพื่อขายให้ นะครับ
  • เป็นกาแฟ ที่ขอแลกกับ สัญญาใจ ว่าจะลองลดการใช้พลาสติกประเภทครั้งเดียวทิ้งในชีวิตประจำวันดู สำหรับกาแฟแก้วนี้ ผมขอแลกกับการไม่ใช้หลอดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง หนึ่งวัน พอไหวมั้ยครับ
  • นักท่องเที่ยวทั้งสอง หยุดคิดอยู่ครู่นึง ก็พยัคหน้า ตอบตกลง
  • ยิ้มหวานตอบรับพร้อมกับ ชงกาแฟส่งให้ทันที

กาแฟสัญญาใจ สองแก้วแรก ของทริปนี้ สำเร็จไปด้วยดี

สุขใจที่ได้ชงให้ดื่ม ดีใจที่ดื่มแล้วชอบ และส่งใจช่วยให้ สู้ๆ กับการลดการเพิ่มขยะให้โลก จากการดื่มและทานอาหาร ของผู้ร่วมทำสัญญาใจกัน

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

กาแฟสัญญาใจ บ้านอีต่อง

 

พอเสร็จสิ้นภาระกิจการทำ กาแฟสัญญาใจ ที่เราตั้งใจมาทำที่อิต่องแล้ว เราก็พร้อมออกเดินทางอีกครั้ง เพื่อไปยังจุดหมายต่อไปที่เราตั้งใจอยากจะไปชงกาแฟสัญญาใจ ให้ครบ 5 ภาค และทั่วประเทศไทย ในครั้งนี้นอกจากที่เราจะได้รับพลังบวกเหมือนเช่นทุกครั้งและทุกที่ที่เราไป ครั้งนี้เรากลับรู้สึกว่ามันได้มากกว่านั้น เพราะคำสัญญาที่ทุกคนสัญญากับเราไว้ ทุกคนได้ทำตามสัญญาจริงๆ โชคดีของเราที่ได้เห็นว่าทุกคนงดใช้หลอดพลาสติกตามที่สัญญากันไว้ บอกเลยว่ามันอิ่มใจจริงๆ

นี่แหละ กาแฟสัญญาใจ กาแฟที่ชงให้จากใจ และสัญญาด้วยใจ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ทำหรือไม่ก็ไม่มีใครว่า เพราะมีแต่เราเท่านั้นที่รู้และเห็น หากใครพบเราไปชงกาแฟอยู่ที่ไหนก็ตามแวะถามกันได้เลย

อาสาเที่ยวขอขอบคุณ

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจบุรี
  • สมาคมดาราศาสตร์แห่งชาติ
  • พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด
  • วัดวังก์วิเวการาม
  • ชุมชนบ้านอีต่อง
  • ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135
  • Secretlecoffee ผู้สนับสนุน เมล็ดกาแฟจากไร่ อ.ปัว จ.น่าน

ติอตามข้อมูลกิจกรรมของ อาสาเที่ยว เพิ่มเติมได้ที่ facebook fanpage อาสาเที่ยว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจบุรี เบอร์โทร 034511200

หรือ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น