Menu

นั่งรถไฟ เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง – อาสาเที่ยว

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

นั่งรถไฟ เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง – อาสาเที่ยว

จังหวัดสมุทรสาคร เป็นจังหวัดชายทะเลตั้งอยู่ปากแม่น้ำท่าจีน เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีชาวจีนนำเรือสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และพักอาศัยเป็นจำนวนมากจึงเรียกว่า บ้านท่าจีน ซึ่งสมัยกรุงศรีอยุธยามีการยกฐานะบ้านท่าจีนขึ้นเป็น เมืองสาครบุรี จนมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองสมุทรสาคร เพื่อเป็นหัวเมืองสำหรับเรียกระดมพลในช่วงสงคราม และเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันผู้รุกรานทางทะเล จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าให้ทางการเปลี่ยนคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ทั่วทุกแห่งในพระราชอาณาจักร เมืองสมุทรสาคร จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดสมุทรสาครจวบจนปัจจุบัน ส่วนคำว่ามหาชัยเป็นชื่อคลองในสมัยกรุงศรีอยุธยาขุดคลองจากเมืองธนบุรีเป็นแนวตรงไปออกปากน้ำเมืองสาครบุรี ซึ่งได้ชื่อพระราชทานว่า คลองมหาชัย และฝั่งซ้ายปากคลองเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ชื่อว่า มหาชัย และนิยมเรียกขานกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่จากการทับถมของโคลนตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ เกิดเป็นดอนจนกลายมาเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ ปรากฎชื่อครั้งแรกคือ แม่กลอง ในอดีตคือแขวงบางช้างของเมืองราชบุรี และปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องสมัยกรุงธนบุรี แขวงบางช้างแยกออกจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งเปลี่ยนจากแม่กลอง เป็นสมุทรสงครามแต่ในปีใดไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

ทั้งสองจังหวัดมีคลองสุนัขหอน เป็นคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ในอดีตเป็นที่ตั้งชุมชนและเป็นเส้นทางคมนาคมของคนในท้องถิ่น จนถึงปัจจุบันที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสามารถชมหิ่งห้อยได้ในยามค่ำคืนให้กับนักท่องเที่ยว แม้ว่าจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงครามจะเป็นสองจังหวัดที่อยู่ติดกันและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ รวมทั้งยังมีชื่อนำหน้าเหมือนกันอย่างสมุทร จนบางคนแยกไม่ออกว่าสมุทรไหนมีอะไร แต่หากได้มาสัมผัสจริงๆ ทั้งสองจังหวัดกลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

อิ่มพุงกาง ที่มหาชัย

ทางรถไฟสายแม่กลอง ก่อสร้างและดำเนินการเดินรถไฟโดยบริษัทเอกชนของชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานเป็นเวลา 40 ปี แม้ว่าการเดินทางของประชาชนจะใช้เรือเป็นส่วนใหญ่ แต่ทางรถไฟสายนี้ได้รับความนิยมจากประชาชน ที่เดินทางระหว่างกรุงเทพ ฯ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เป็นเวลานานกว่า 118 ปี ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และนำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่  มีการขยายเส้นทางเพิ่มเติม ทางรถไฟสายนี้จึงเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์อีกสายหนึ่งของไทย ที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

เรานัดรวมตัวกันที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เพื่อที่จะขึ้นรถไฟรอบ 7 โมง 40 แต่เรามาถึงก่อนเวลานัดหมายพอสมควร เราจึงได้เดินเล่น ดูผู้คนที่สัญจรไปมา ในยามเช้าแบบนี้ เราเดินวนไปวนมาหลายรอบกว่าขบวนรถจะเข้าเทียบชานชลา และพร้อมที่จะพาพวกเราออกเดินทางไปยังจุดหมายนั่นคือ สถานีมหาชัย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

เสียงรถไฟบีปแตรเตือนผู้คนที่ยังคงสัญจรข้ามทางรถไฟ และคนที่ยังยืนถ่ายรูปอยู่บนราง เพื่อให้รู้ตัวและหลบออกจากรางรถไฟ เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ซึ่งผู้คนก็ทำตามกฎเป็นอย่างดี เดินออกจากรางรถไฟ และไม่ยืนเกินเส้นที่กำหนดเพื่อป้องกันการเกี่ยวกับขบวนรถไฟ

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

พอขบวนรถจอดสนิทและผู้คนข้างบนลงจนหมดแล้ว พวกเราก็เตรียมตัวและทยอยกันขึ้นบนรถไฟบ้าง ซึ่งผู้คนมากมายกับยามเช้าแบบนี้ก็ทำให้วุ่นวายเล็กน้อย แต่แล้วทุกคนก็ขึ้นกันจนหมด แล้วก็หาที่นั่งจับจองกันได้เลย อยากหน้าชาหน่อยก็นั่งริมหน้าต่าง อยากแค่รับลมเบาๆ ก็นั่งข้างๆ หรือถ้าไม่เมารถก็นั่งตรงข้ามแบบหันหลังให้หัวรถไฟ มองผู้คนที่ขึ้นลงตามสถานีต่างๆ ส่วนใครต้องการเป็นส่วนตัวหน่อยก็นั่งขบวนตู้แอร์ที่ดูจะวุ่นวายน้อยหน่อย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

หลังจากที่รถไฟจอด พวกเราก็ทยอยกันขึ้น รวมทั้งพี่ๆ ที่มีจักรยานเพื่อนำไปปั่นที่มหาชัยด้วย ซึ่งจะต้องเสียค่าระวาง คันละ 20 บาท ส่วนคนชั้นธรรมดาราคา 10 บาท ชันปรับอากาศ 25 บาทเท่านั้น ระยะทาง 31.2 กิโลเมตร จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ไปถึงมหาชัยนั้นทำให้เรานั่งมองวิวระหว่างทางไปเรื่อยๆ เพลินดี

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

เกือบ 9 โมง เราก็มาถึงจุดหมายที่ สถานีมหาชัย แล้ว และไปรวมตัวกันอีกทีที่บริเวณลานใกล้ๆ ท่าเรือมหาชัย เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเที่ยวมหาชัยครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

พี่ๆ จักรยานที่ขนขึ้นรถไฟมาก็เตรียมพร้อมที่จะปั่นจักรยานกันแล้ว มีสาวๆ มาให้กำลังใจก่อนปล่อยตัว เสริมกำลัง แรงใจการปั่นสำหรับหนุ่มๆ ไปได้ไม่น้อย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ส่วนสาวๆ นักปั่นดูจากแต่ละคนแล้ว ก็ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด เตรียมพร้อมตั้งแต่เห็นชุด พี่ๆ เขาละ หลายคนทยอยจูงจักรยานไปท่าเรือมหาชัย เพื่อข้ามฟากไปยังท่าฉลอม

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

แต่หลายคนก็วอร์มด้วยการเริ่มปั่นไปช้าๆ จากจุดนี้ แล้วค่อยลงจูงตอนขึ้นเรือ เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเองและคนอื่น ดูครึกครื้นมาก เพราะบริเวณข้างเคียงก็มีงานที่มีผู้คนมาร่วมมากมายทั้งบนบกและในเรือ

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

แม้ว่าตอนแรกเราดูเหมือนว่าคนจะมาปั่นจักรยานน้อย แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่น้อยอย่างที่คิด เพราะกว่าคันสุดท้าย ปลายขบวนจักรยานจะหมด แดดก็ส่องแสงแรงจนเราต้องหลบเข้าร่มก่อน

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

พี่ๆ จักรยานลงเรือข้ามฟากไปท่าฉลอมเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่อีกส่วนของจังหวัดสมุทรสาครแล้ว ส่วนพวกเราก็พร้อมเดินชิมที่มหาชัยเช่นกัน เรากางแผนที่เพื่อเดินตามเส้นทาง ไม่ให้หลงและง่ายต่อการจดจำ ซึ่งเราจะพยายามเข้าถึงทุกร้าน เพราะที่นี่มีร้านเก่าแก่หลายร้าน และหลากหลายทั้งของคาวและของหวาน ลุย!!!

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ตลาดมหาชัย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เป็นตลาดสดที่มีชื่อเสียงเรื่องอาหารทะเล ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะมองไปทางไหนก็จะเจอของสดๆ จากทะเลหลากชนิด และหลายราคา ใครชอบปูต้องถูกใจและร้องว้าวแน่ๆ หากได้มาที่นี่ ปูม้าที่มีทั้งแบบปูไข่ และปูเนื้อ เต็มไปหมด บอกเลย เดินเลือกกันตาลาย เทียบราคาหลายๆ ร้าน ก่อนซื้อก็เพลินไปอีกแบบ แถมไปจากกรุงเทพก็ง่าย แค่นั่งรถไฟไปไม่นาน มีท่าเรือข้ามไปท่าฉลอมได้อีก เป็นทริปสั้นๆ แบบไปเช้าเย็นกลับก็ยังได้

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ส่วนปูทะเล ราชินีแห่งปู มีสีดำปนแดง จนบางที่เรียกว่าปูดำ ตัวผู้จะมีลักษณะเด่นที่ก้ามมีหนามแหลม และขนาดใหญ่กว่าตัวเมียมาก ส่วนตัวเมียที่มีความสมบูรณ์จะมีไข่อยู่ในกระดอง ซึ่งผู้คนก็นิยมรับประทานทั้งแบบปูเนื้อและปูไข่ ปูดำจะเจริญเติบโตด้วยการลอกคราบ ซึ่งเรียกว่าปูสองกระดอง แต่ในช่วงที่กำลังลอกคราบเนื้อปูจะนิ่มมาก เราเรียกว่าปูนิ่ม นิยมนำมาทำเป็นอาหารเช่นกันเพราะสามารถทานได้ทั้งตัว

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

นอกจากนั้นก็ยังมีหอยอีกนานาชนิด รวมทั้งปลาหมึกและปลาทะเล ที่มีให้เลือกกันจนตาลาย เรียกว่ายกทะเลขึ้นมาไว้ที่ตลาดนี้ได้อย่างครบครัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่อาหารทะเล เพราะอย่างกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆ ก็มีมาให้เลือกซื้อเช่นกัน เนื้อแน่นๆ มีมันที่หัว ถ้านำไปย่างกลิ่นคงหอมฟุ้งไปทั่วแน่ๆ

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ปลาสลิดที่เป็นของดังจากบางบ่อก็หาได้จากที่นี่เช่นกัน เพียงแต่การขายจะแปลกตาหน่อย เสียบเป็นไม้ ดูน่าซื้อไปอีกแบบ และที่สำคัญราคาไม่แพงเลย จะซื้อกลับไปทานเอง หรือเป็นของฝากก็ได้เช่นกัน

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

หลังจากผ่านส่วนที่เป็นอาหารทะมาแล้วเราก็พร้อมที่จะชิม ลิ้มลองกับของอร่อยในตำนานของตลาดมหาชัยแล้ว ซึ่งร้านส่วนใหญ่ก็จะอยู่ริมถนน เดินผ่านก็เห็นชัด เพียงแต่ก็ต้องระมัดระวังรถที่ขับมาด้วยเช่นกัน แต่ผู้คนที่นี่น่ารัก ขับรถช้าๆ และคนเดินก็พยายามไม่กีดขวางทาง แค่นี้ก็ไปด้วยกันได้ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

แม้ว่าร้านนี้จะอยู่ติดริมถนนก็จริง แต่เป็นร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัว แทรกอยู่ระหว่างร้านขายอาหารทะเลสด ทอดมันแม่ทองอยู่ ซึ่งมีการปรับปรุงสูตรเองคนเดียวมากกว่า 40 ปี ซึ่งทอดมันร้านนี้จะใช้ปลาน้ำดอกไม้ เพราะลักษณะเนื้อที่นิ่มนวล และเหนียว แรกเริ่มเดิมทีใช้รถเข็นขายแถวสะพานปลา แต่ตอนนี้ย้ายมาขายที่ตลาดแล้ว ซึ่งที่ร้านจะทำสดใหม่ทุกวัน และทยอยทอดเมื่อลูกค้าสั่ง เพื่อให้ลูกค้าได้ทานร้อนๆ มีทั้งแบบที่ทอดขายและแบบที่ยังไม่ทอด เพื่อซื้อกลับไปเป็นของฝาก และทำทานที่บ้านเองได้

 

ทอดมันแม่ทองอยู่

เบอร์ติดต่อ : 085 185 7240

facebook : ร้านทอดมันแม่ทองอยู่ มหาชัย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

เมื่อเราเดินมาแถวโรงหนังมหาชัยราม่าเก่า ก็จะพบกับร้านกฤษฎาก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นที่ส่งกลิ่นยั่วยวนเราตั้งแต่เปิดฝาหม้อต้มน้ำซุปแล้ว จุดนี้เป็นสาขาสอง ที่มีเส้นให้สั่งหลากลาย รวมทั้งเกาเหลาด้วย ทีเด็ดนอกจากน้ำซุปที่เข้มข้นและหอม ก็เป็นไก่ที่ใส่มาในชาม ที่มีหลายส่วน ทั้งเนื้อ เท้า ข้อและเลือด ที่เปื่อยนุ่ม พร้อมละลายในปาก

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ร้านโมนาลิซ่า มหาชัย เป็นร้านอาหารจานเดียวสไตล์จีนแต้จิ๋ว ขายตั้งแต่ตี 5 บ่ายๆ ก็เก็บร้านแล้ว ซึ่งมีอาหารขายมากมายหลากหลายอย่าง ทั้งข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวขาหมู ปอเปี๊ยะสด ต้มเลือดหมู และติ่มซำ เรียกว่ามาทั้งครอบครัวร้านเดียวจบ

ร้านโมนาลิซ่า มหาชัย

เบอร์ติดต่อ : 034 424 294

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ร้านเล็กๆ แต่ระดับตำนาน ร้านนี้นอกจากจะรสชาติดี และราคาถูกแล้ว เสน่ห์อีกอย่าง คืออัธยาศรัยของเจ้ง้อ ที่พูดเพราะ น่ารัก ใส่ใจทุกๆ คน ทำให้ครองใจลูกค้าขาประจำได้อย่างเหนียวแน่น เมนูก็มีมากมาย อย่างเกี้ยมอี๋เย็นตาโฟต้มยำ เกาเหลาเกี๊ยวน้ำ และบะหมี่แห้ง อีกหนึ่งทีเด็ดของที่นี่ก็คือ ลูกชิ้น!!! มีทั้งลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง เป็นเจ้าแรกๆ ของสมุทรสาครที่ทำลูกชิ้นเอง

ก๋วยเตี๋ยวเจ้ง้อ

ที่อยู่ : ถ.นรสิงห์ ซอยสรศักดิ์1 (ซอยที่จอดรถลุงม้อ)

ตรงแยก ถ.นรสิงห์ ตัด ถ.สรรเพชร ข้างๆ กองประปา เทศบาลนครสมุทรสาคร ต.มหาชัย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ร้านหมูเต๊ะที่มีทั้งหมูสะเต๊ะและก๋วยเตี๋ยวหมูที่เด็ดมากโดยเฉพาะเย็นตาโฟต้มยำที่ปรุงมาให้แบบจัดจ้านและแน่นไปด้วยเครื่อง ส่วนหมูสะเต๊ะก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะการันตีความอร่อยที่เปิดมาอย่างยาวนาน 80 ปี เนื้อหมูหอมยั่วยวนตั้งแต่ปิ้งที่เตาถ่านหน้าร้านแล้ว เนื้อนุ่ม น้ำจิ้มอร่อย อาจาดก็เข้ากันได้ดี

หมูเต๊ะ เฮียตี้ มหาชัย

ที่อยู่ : ซอยบ้านเช่าตรงข้ามร้านพัชรา

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ก๋วยจั๊บมหาชัย (เจ้าเก่าตลาดรถไฟ) เมื่อก่อนอยู่ในซอย ตลาดสถานีรถไฟตรงข้ามวัดใหม่ ตอนนี้ย้ายมาอยู่ตึกราชพัสดุ ร้านนี้เป็นสูตรเฉพาะ ไม่ใส่เครื่องพะโล้ เหมือนร้านทั่วไป แต่กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว และเครื่องแน่นมาก

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

เส่ยเป็ดย่าง ที่ไม่ได้มีแค่เป็ด แต่มีทั้งข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ เนื้อเป็ดแน่นมาก หมูแดง หมูกรอบก็ชิ้นใหญ่เต็มคำ น้ำราดกลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นอีกร้านที่เปิดมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมของคนที่นี่ ตั้งแต่เด็กจนโต

เส่ยเป็ดย่าง

ที่อยู่ : 873/18 ราษฎร์บรรจบ มหาชัย

เทศบาลนครสมุทรสาคร 74000

เบอร์ติดต่อ : 034 424 294

facebook : ร้านเส่ยเป็ดย่าง – มหาชัย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

แต่อย่าคิดว่าที่จะมีแค่ของคาว เพราะร้านขนม และของหวานก็มีให้เราได้เลือกชิมอยู่พอสมควร อย่างร้าน ขนมเปี๊ยะที่ไม่ได้มีแค่ขนมเปี๊ยะ แต่จะมีขนมสำหรับเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของไหว้ช่วงตรุษจีน เทศกาลกินเจ หรือแม้นแต่ขนมงานแต่ง รวมทั้งซื้อเป็นของขวัญปีใหม่แจกก็ได้เช่นกัน เพียงแวะเข้าร้านขนมเปี๊ยะ อื๊อหมุยเตียง ก็ได้ครบทุกอย่าง ส่วนอีกร้านที่อยู่ข้างๆ กัน ก็มีขนมเปี๊ยะที่อร่อยไม่แพ้กัน ที่สำคัญที่นี่ทำกันรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ปั้นและอบกันสดๆ แม้ว่ายังคงดั้งเดิมของรุ่นเก่าและก็มีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมเช่นกัน อย่างที่เห็นได้ชัดคือ เปี๊ยะสติ๊ก ที่ทำเป็นแท่งพอดีคำ แถมมีไส้ทั้งถั่วและฟัก

ร้านขนมเปี๊ยะ อื๊อหมุยเตียง

ที่อยู่ : 560/6-7 ถ.สุขาภิบาล ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000

เบอร์ติดต่อ : 034 412 408

facebook : ร้านขนมเปี๊ยะ อื๊อหมุยเตียง

 

ขนมเปี๊ยะเฮียบหลี

ที่อยู่ : 560/8-9 เฮียบหลี ถนนสุขาภิบาล

ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000

เบอร์ติดต่อ : 034411378

facebook : ขนมเปี๊ยะเฮียบหลี

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

บัวลอยไทยๆ ที่เราคุ้นเคยกับบัวลอยร้านนี้ หน้าตาไม่เหมือนกันเลย เพราะบัวลอยแต้จิ๋วหน้าตาและเครื่องที่ใส่ค่อนข้างคล้ายเต้าทึงที่เรารู้จัก คือใส่เครื่องและน้ำลำใย ถ้าอยากกินแบบเย็นก็ใส่น้ำแข็งเพิ่ม ซึ่งในถ้วยจะใส่แผ่นแป้งบัวลอยแต้จิ๋วที่มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ บางๆ เหนียวหนึบ และที่ร้านก็ยังมีทับทิมกรอบด้วย บอกเลยว่าอร่อยไม่แพ้กัน การันตีได้จากการขายมา 30 กว่าปี

บัวลอยแต้จิ๋ว

ที่อยู่ : ริมทางรถไฟ ท้ายตลาด มหาชัย สมุทรสาคร 74000

เบอร์ติดต่อ : 092 242 294

facebook : บัวลอยแต้จิ๋ว มหาชัย

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ข้าวเหนียวมะม่วงก็เป็นของหวานอีกอย่างที่หลายคนชื่นชอบและพลาดไม่ได้เมื่อมามหาชัย เจ้อ้อยข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าเก่าหน้าไปรษณีย์ที่ขายมามากกว่า 30 ปี ข้าวเหนียวที่นุ่ม หอม เมื่อกินคู่กับมะม่วงก็หวานกำลังดี ซึ่งใครจะซื้อแบบสำเร็จเพื่อนำกลับบ้านก็มีใส่ถุงไว้เรียบร้อย ส่วนอีกเจ้าก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกันเลย และอร่อยไม่แพ้กัน มีทั้งแบบที่ขายเป็นชุดที่มีข้าวเหนียวมะม่วง และขายแยกจะเอาข้าวเหนียวอย่างเดียว หรือมะม่วงอย่างเดียวก็ได้ สามารถชั่งกิโลขายได้ทั้งสองอย่าง

 

เที่ยวเมืองสองสมุทร มหาชัย แม่กลอง

ส่วนร้านนี้ไม่แวะถือว่ามาไม่ถึงมหาชัย น้อยเบเกอร์รี่ ที่ทำขนมเค้กแบบไทยๆ รวมทั้งเค้กฝอยทองด้วย ซึ่งที่ร้านเปิดขายตั้งแต่ปี 1980 จากการชอบทำขนมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่เมนูเด็ดที่โด่งดังมีคนแชร์มากมายคือ ขนมเค้กฝอยทองลาวามะพร้าวอ่อน เกิดจากการที่คิดจะทำเมนูใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเค้กลาวาก็ได้รับความนิยมมีให้เห็นตามอินเตอร์มากมาย จึงนำมาปรับให้เข้ากับของที่มีอยู่ในร้านและยังต้องดูเป็นขนมไทยๆ จึงได้เลือกเค้กฝอยทองที่ร้านทำ มาบวกกับมะพร้าวน้ำหอมที่นำมาเป็นไส้ลาวา สิ่งสำคัญในการทำคือการเลือกวัตถุดิบที่ดี จะยิ่งทำให้ขนมอร่อยมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ขนมเค้กฝอยทองลาวามะพร้าวอ่อน นอกจากนั้นก็ยังมีลาวาทุเรียน ลาวามันม่วง ลาวาบลูเบอร์รี่ และลาวาอีกหลายๆ ไส้ บอกเลยว่าเด็ด!!! ทุกไส้ สามารถเลือกชิมได้ทั้งสามสาขา คือ สาขาบางแก้วสมุทรสงคราม สาขาตลาดแม่กลอง และสาขาตลาดมหาชัย

น้อยเบเกอร์รี่ 1980 สาขาตลาดมหาชัย

ที่อยู่ : ในตัวตลาดเยื้องรร.สตรีจังหวัดสมุทรสาคร เข้ามาตัวเมือง เจอสี่แยกไฟแดง ตรงมาจนถึงซอยบ้านเช่าแล้วเลี้ยวซ้าย แยกแรกเลี้ยวซ้าย ร้านอยู่ทางซ้ายมือ

เบอร์ติดต่อ : 034-412860

facebook :  น้อยเบเกอร์รี่1980

 

สอบถามเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม

2/1 ชั้น 2 อาคารอเนกประสงค์  ถนนพวงสมบูรณ์

ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 75110

โทรศัพท์ 0 3475 2847-8    โทรสาร 0 3475 2846

E-mail : tatsmsk@tat.or.th

 

คาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิม

คาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิม

หากพูดถึงคาเฟ่ใครๆ ก็คิดออกว่ามันคืออะไร ซึ่งในปัจจุบันก็มีคาเฟ่ที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ละที่ แต่ละแห่งก็พยายามสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ต่างจากคาเฟ่อื่นๆ ซึ่งที่นี่แตกต่างตั้งแต่ที่ตั้ง แม้ว่าจะไม่ได้ทำขนาดใหญ่โต แต่การที่มาตั้งอยู่ริมถนนที่มีนาเกลือเป็นฉากหลัง และยังคงมีวิถีในการทำนาเกลือแบบดั้งเดิมให้ได้เห็น นำมาพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้หลากหลายตั้งแต่ผสมใส่ในเครื่องดื่ม เป็นเครื่องปรุงอาหาร และใช้เพื่อความงามในด้านต่างๆ รวมถึงพยายามดึงของดี ของดังแต่ละอย่างในจังหวัด อย่างปลาทูแม่กลอง และมะพร้าว มาทำเป็นเมนูคาวหวานได้อย่างลงตัว ด้านหน้าเป็นส่วนที่สั่งเมนูก่อนที่เดินเข้าไปข้างใน และสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้จากตรงนี้เช่นกัน ผ่านห้องนี้ไปเลี้ยวซ้ายก็เข้าอีกห้องที่ติดแอร์แก้ร้อนได้เป็นอย่างดี มีที่นั่งให้เลือกมากมาย สามารถมองเห็นวิวนาเกลือได้อย่างชัดเจนผ่านกระจกใสๆ ตรงกลางห้องก็มีเจ้าสโนว์แมนที่ทำจากเกลือตัวใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ ส่วนด้านล่างไม่มีแอร์ เป็นที่โล่งแต่ก็มีที่นั่งให้ได้ชมวิว รวมทั้งสามารถนั่งแช่เท้าจากเกลืออีกด้วย ส่วนใครไม่กลัวแดดก็เดินเล่นไปชมกังหันลม นั่งชิงช้า ที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ได้เลย

(คาเฟ่นาเกลือ) Salt Lake De Maeklong ซอลท์ เลค เดอ แม่กลอง

ที่อยู่: ถนนพระราม 2 (กิโลเมตรที่ 58+400) ก่อนถึงตลาดกลางบางแก้ว เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม

โทร: 089 894 6535

https://www.facebook.com/pages/category/Coffee-Shop/Salt-Lake-De-Maeklong

 

คาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิม

คาเฟ่นาเกลือ Salt Lake De Maeklong ขนาดไม่ใหญ่ มีสีขาวตั้งอยู่ริมถนนโดดเด่นมาก พอเราเลี้ยวรถเข้าไปจอดก็สะดุดตากับจักรยานสามล้อที่ตั้งท้าแดด ท้าฝน อยู่กลางแจ้ง แม้ว่าจะไม่สามารถปั่นได้แล้ว แต่เชื่อเถอะว่ามันดึงดูดให้ใครต่อใครเข้ามาถ่ายรูปด้วยไม่น้อยแน่ๆ ส่วนด้านหน้าอีกมุมที่เราเห็นและชอบคือเจ้าบรรดาดอกหญ้าสีน้ำตาลแดงที่ปลิวไสวไปตามแรงลมตัดกับคาเฟ่ที่เป็นสีขาวและนาเกลือได้อย่างลงตัว ส่วนด้านหลังที่มีชิงช้าให้ได้นั่ง แม้นว่าจะตั้งอยู่กลางแดดที่สาดส่องโดยไม่มีสิ่งใดกั้น ก็ไม่ได้ทำให้ชิงช้าตัวนี้เงียบเหงาเลย เพราะผู้คนก็ยังคงต่อคิวเพื่อนั่งชิงช้าตัวนี้อย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งจุดที่มีกังหันลมใบเสื่อลำแพ ที่มี 6 ใบ ตั้งโดดเด่นอยู่กลางนา เป็นการใช้พลังงานลมเพื่อฉุดน้ำจากที่ต่ำมาใช้ในพื้นที่สูง เป็นภูมิปัญญาโบราณของชาวบ้าน ซึ่งใช้มาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่กลับมีจำนวนเหลืออยู่น้อยมาก จะพบเห็นได้ในบริเวณนาเกลือข้างถนนตามทางหลวงหมายเลข 35 ที่เป็นรอยต่อของจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามเท่านั้น

 

คาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิม

 

การที่ได้เดินเข้าคาเฟ่ในช่วงบ่ายๆ แบบนี้เพื่อให้กายได้สดชื่นก็เลยสั่งน้ำหวานอย่างสตรอเบอร์รี่โซดาให้เย็นชื่นใจเข้าไปอีก ส่วนถ้าใครชอบการแฟที่นี่ก็มีอย่าง กาแฟนาเกลือ ที่ทางร้านจะใส่ดอกเกลือ ที่เป็นเกลือชุดแรกลอยขึ้นมาเกาะบนผิวน้ำแล้วช้อนขึ้นมาก่อนที่จะจม เป็นเกลือบริสุทธิ์กว่าเกลือทะเลธรรมดาไม่เค็มจัดและมีรสชาติอมหวานนิดๆ ซ่อนอยู่ ตัดกับความขมของกาแฟจนทำให้หลายคนต้องลอง ส่วนเมนูอื่นๆ อย่างนมที่มีชื่อเรียกตามอำเภอต่างๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม คือ นมสาวนาเกลือ นมสาวบางคนที นมสาวแม่กลอง และนมสาวอัมพวา นอกจากนั้นก็ยังมีเมนูของหวานที่ใช้ของดีในจังหวัดอย่างมะพร้าวมาทำ ขนมปังปิ้งมะพร้าวคั่ว ที่ทาเนย ราดนมข้น โรยมะพร้าวคั่วจนหอม เด็ดจริงเพราะหมดในเวลาอันรวดเร็ว ที่ขาดไม่ได้ของดีอย่างปลาทูหน้างอคอหัก ก็มีให้ได้เลือกชิม ไม่ว่าจะเป็น สลัดโรลปลาทูกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด และข้าวแมวร้องไห้ ที่ได้ยินชื่อก็อดอมยิ้มไม่ได้ เป็นข้าวคลุกน้ำพริกกะปิและเนื้อปลาทูเสิร์ฟมาพร้อมผักสดและไข่ต้มมะตูมเยิ้มๆ หลังจากที่อิ่มและนั่งพักท้องแล้วเราก็เดินลงไปข้างล่างเพื่อทำสปาเท้า โดยใช้เกลือขัดที่เท้าสักพักก่อนที่จะเปิดน้ำใส่อ่างและแช่เท้าไว้ นั่งมองวิวนาเกลือ และอุปกรณ์กรทำนาผู้คนเดินผ่านไปมาเพลินๆ จนทำให้เคลิ้มจนเกือบหลับ

 

คาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิมคาเฟ่นาเกลือ ที่คงการทำแบบดั้งเดิม

 

เมื่อแดดร่มลมตก ยามเย็นแบบนี้ เราก็ออกมาเดินเล่นที่นาเกลือสักหน่อย แต่อย่าหวังว่าจะเดินได้รอบด้วยเวลาอันน้อยนิดแบบนี้เชียว เพราะพื้นที่มันกว้างสุดลูกหูลูกตา นี่แค่เดินไปได้นิดเดียวก็เหนื่อยละ แต่บอกเลยว่ามุมมองที่เรามองผ่านนาเกลือไปเห็นคาเฟ่มันไม่เหมือนใครจริงๆ นาเกลือจะเริ่มทำประมาณเดือนตุลาคม หรือเดือนพฤศจิกายน ปลายฤดูฝน เพราะต้องอาศัยน้ำฝนช่วยในการละเลงนา มีกรรมวิธี 3 ขั้นตอน คือ 1. นาปลง เป็นนาขั้นสุดท้าย ตากน้ำเค็มไว้ประมาณ 10-15 วัน 2. นาเชื้อ เป็นที่สำหรับรอให้เกลือตกผลึก ใช้เก็บน้ำทะเลป้องกันให้นาปลง 3. นาตาก สำหรับตากแดดเพื่อที่จะได้ผลผลิตจากน้ำทะเล คือเกลือสมุทร การเก็บเกลือจะทำในตอนเช้าและตอนเย็น นอกจากนั้นรอบๆ คาเฟ่ยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่เราไม่คุ้นเคยก็เยอะ อย่างต้นชะคราม ที่เป็นพืชล้มลุก พบทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่น้ำเค็มขึ้นถึง พบมากในจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ชะครามเป็นดัชนีชี้วัดความเค็มของดินได้ โดยที่ชะครามขึ้นในดินเค็ม ใบจะออกสีม่วงแดง ส่วนต้นที่ขึ้นในดินจืดใบจะออกสีเขียวน้ำเงิน ซึ่งมีการนำมาทำอาหารหลากหลายไม่ว่าจะใส่แกง ยำหรือต้มกินกับน้ำพริก ส่วนเมนูที่คาเฟ่นำเสนอคือ สปาเก็ตตี้ชะครามกุ้งแม่น้ำ

การทำนาเกลือหัวใจสำคัญอยู่ที่คนเดินน้ำ หน้าที่หลักคือการเดินดูน้ำ เพื่อวัดระดับความเค็มของน้ำในนาแต่ละแปลงให้เหมาะสม มากไปหรือน้อยไปก็จะทำให้ไม่ตกผลึก ซึ่งในปัจจุบันมีคนเดินน้ำไม่มากนัก และความรู้ทางด้านนี้ก็ไม่มีให้อ่านในตำรา แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำนาเกลือที่ยาวนานเท่านั้น หากไม่มีคนสืบทอดอาชีพนี้การทำนาเกลือจะค่อยๆ หายไปอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่ายังโชคดีที่ยังมีคนรุ่นใหม่พร้อมที่จะอนุรักษ์สิ่งเก่า และพยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา หากใครมีโอกาสผ่านมาเส้นทางนี้อยากให้ทุกคนได้แวะเวียนเข้ามาชมวิถีการทำนาเกลือแบบดั้งเดิม แม้ว่ามันจะยุ่งยาก ซับซ้อนและต้องอาศัยธรรมชาติในหลายๆ ด้าน แต่อย่างน้อยอาชีพการทำนาเกลือก็ยังสงวนไว้สำหรับคนไทย

 

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

ตลาดร่มบวรเป็นตลาดเปิดใหม่ เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน และหน่วยงานราชการ ซึ่งตลาดตั้งอยู่บริเวณริมคลองวัดประดู่ ในวัดประดู่พระอารามหลวง เป็นการเชื่อมบ้านพี่เมืองน้องระหว่างราชบุรีกับสมุทรสงครามที่มีสายน้ำของคลองวัดประดู่เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ได้อย่างลงตัว ซึ่งบรรยากาศของตลาดก็ทำให้เหมือนย้อนยุคกลับไปในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยพ่อค้าแม่ค้าแต่งกายแบบโบราณนั่งขายของบนแคร่ไม้ไผ่ และภาชนะส่วนใหญ่จะเน้นแบบดั้งเดิมอย่าง ปิ่นโต หม้อดิน ถ้วยชามจากกะลามะพร้าว ใบตอง ยิ่งทำให้ตลาดดูน่ารักมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งภายในตลาดยังมีกิจกรรมให้เลือกทำอีกมากมาย บอกเลยว่ามาที่นี่ก็สามารถอยู่ได้ทั้งวัน เดินตลาดเสร็จก็แวะเข้าไปไหว้พระ หรือไหว้พระก่อนเดินตลาดก็ได้เช่นกัน

ตลาดร่มบวร

เวลาเปิด-ปิด ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 10.00 ถึง 20.00 น.

ที่อยู่: วัดประดู่พระอารามหลวง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี แะ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

www.facebook.com/ตลาดร่มบวร ชุมชนริมน้ำ สองฝั่งคลอง ณ วัดประดู่ พระอารามหลวง

 

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

เราลงเรือจากท่าน้ำสิริสมปองคาเฟ่ล่องตามแม่น้ำแม่กลองชมบ้านริมคลองและวิถีชีวิตที่ยังคงมีคนใช้เรือในการค้าขายอย่างคุณยายที่กำลังพายเรือไม้ขนาดไม่ใหญ่แต่เต็มไปด้วยขนมและน้ำเหมือนร้านขายของชำขนาดย่อมเคลื่อนที่ส่งยิ้มทักทายท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนและแรงมาก เรือเราค่อยๆ เคลื่อนผ่านบ้านเรือนริมน้ำที่ปลูกห่างกันเป็นระยะๆ จนมาถึงจุดสามแยกของแม่น้ำที่มีสะพานสีแดงตั้งโดดเด่นมาก เรือเราค่อยๆ เลี้ยวซ้ายล่องต่อไปเรื่อยๆ จุดนี้มีบ้านปลูกติดกันเป็นแถวยาวและเห็นป้ายว่าเป็นตลาดน้ำ 3 อำเภอ คือ วัดเพลง บางคนที และอัมพวา แม้ว่าเรานั่งเรือผ่านในระยะเวลาสั้นๆ บอกเลยว่ามันมีสิ่งที่ดึงดูดเรามาก หากมีโอกาสเราคงได้ขึ้นไปสัมผัสและเดินเล่นที่ตลาดสักครั้ง

 

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

เรานั่งเรือมาได้อีกสักพักเรือก็มาจอดที่ท่าวัดประดู่ เราขึ้นเรือแล้วเดินไปไหว้พระก่อนที่จะกลับมาเดินเล่นที่ตลาดร่มบวร ที่โดดเด่นตั้งแต่ป้ายตลาดแล้ว แต่เป็นตลาดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและอบอุ่นมาก เหมือนเราได้มาเดินเล่นที่บ้านญาติผู้ใหญ่มากเลย ไม่ว่าจะเดินไปร้านไหนก็จะมีรอยยิ้มและทักทายเราตลอด ซึ่งแต่ละร้านจะทำกันสดๆ ขายกันสดๆ เลย อย่างร้านคุณยายที่ขายเมี่ยงคำที่ทำสดๆ ขายสดๆ เหมือนร้านอื่นๆ แล้วยังแถมป้อนเราสดๆ อีกด้วย

 

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

ซึ่งที่ตลาดยังมีทั้งขนมที่ใครมาก็ต้องลองอย่าง ขนมงาสลัด เป็นขนมโบราณ ที่มีการนำสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสม บรรจุด้วยใบตอง ใส่ในตระกร้าสานด้วยทางมะพร้าวเป็นเซ็ทสวยงามสามารถซื้อเป็นของฝากได้เลย แถมอร่อยด้วย แหล่งผลิตอยู่ที่บ้านหนองจิก หมู่บ้านต้นแบบแห่งการเรียนรู้ของจังหวัดราชบุรี ส่วนเมี่ยงคำที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในหลายๆ ตลาด ก็ยังโดดเด่นและมีผู้คนสนใจตั้งแต่การจัดถาดวางเครื่องปรุงที่เป็นส่วนผสมในแต่ละคำของเมี่ยงคำที่เห็นถึงความตั้งใจและปราณีตของคุณยายบวกกับรอยยิ้มที่สดใสของคนทำอีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีของคาวอย่างปลาทูซาเตี๊ยะ ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของแม่กลอง ซึ่งมีประวัติการเล่าแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเรือที่ออกหาปลาเมื่อได้ปลามาก็นำมาทำอาหารโดยใช้เครื่องปรุงที่มีเพียงกระเทียม หัวหอม พริกแห้ง และมะขามเปียก ซึ่งหลายๆ คนก็มักจะเข้าใจว่าเป็น ปลาทูต้มเค็ม ที่มีเพียงรสเค็มและหวานนำ แต่ปลาทูซาเตี๊ยะ จะมีทั้งแบบเค็ม และแบบหวาน สามารถนำมาปรุงรสอื่น หรือดัดแปลงโดยการใส่พริกชี้ฟ้า หรือบีบมะนาวเพิ่มก็ได้

ในช่วงเวลาที่เรามาเดินที่ตลาดก็อยู่ในช่วงเที่ยงพอดี หลังจากที่เดินดูจนทั่วตลาดเราก็กลับมานั่งล้อมวงรอบๆ แคร่ไม้ไผ่ ดื่มน้ำมะพร้าวที่แช่เย็นให้สดชื่นก่อนลงมือชิมสำรับอาหารที่ใส่อยู่ในปิ่นโตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาหารก็จะเป็นเมนูที่มีขายอยู่ในตลาด อย่างปลาทูซาเตี๊ยะ น้ำพริกกะปิผักสด ห่อหมก แกงส้มกุ้งสายบัว ทอดมัน แซ่บๆ จากของยำหลากชนิด และส้มตำ รวมทั้งอาหารจานเดียวอย่างก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ผัดไทย ก๋วยจั๊บโบราณ และขนมจีนน้ำยาหม้อดิน ละลานตาไปหมด อิ่มเกินอิ่มจริงๆ เพราะนอกจากของคาวที่มาเสิร์ฟอยู่เรื่อยๆ ก็ยังมีของหวานอย่างไอศกรีมมะพร้าว ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานชาววัง และตบท้ายด้วยผลไม้อีก

 

นั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวรนั่งเรือชมคลอง เดินเล่นตลาดร่มบวร

หลังจากนั่งย่อยสักพักเราก็เดินเล่นรอบๆ ตลาดอีกครั้ง ในส่วนที่เรายังไม่ได้เดินไปอย่างริมน้ำ และรอชมการแสดงหุ่นกระบอกที่มีมาให้ชมเป็นรอบๆ ก่อนที่จะไปร่วมชมสาวงามกุลสตรีร่มบวรเพื่อจัดกิจกรรมให้ตลาดมีความครึกครื้น ซึ่งสาวงามแต่ละคนแต่งตัวมางดงามสมกับกุลสตรีร่มบวร อีกส่วนที่ขาดไม่ได้คือกุลธิดาร่มบวรที่มาพร้อมรอยยิ้มสดใสเพิ่มความน่ารักให้กับตลาดอีกมากมาย นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอกระเช้า เกล้ามวยผม เดินเล่น วิ่งเล่นอยู่ทั่วตลาด ทำให้ผู้คนที่มาเดินเที่ยวอมยิ้มไปด้วย หากใครมีโอกาศผ่านมาอำเภออัมพวาก็ลองแวะมาเดินเล่นที่นี่สักครั้ง แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่าตลาดน้ำอัมพวาแต่ความน่ารักและมีเสน่ห์ของที่นี่มีไม่แตกต่างกัน

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ สวนที่เกิดจากความรัก ของคนที่เรารัก

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ ที่มีสโลแกนว่า สวนของเราไม่ได้ปลูกแค่ผลไม้คุณภาพดี ปลอดภัยไร้สารพิษ แต่เรายังปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่หันมารักษาสุขภาพอีกด้วย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ จุดเริ่มต้นคือลุงศิริได้ตรวจสุขภาพแล้วพบว่าตัวเองเป็นถุงลมโป่งพอง สุขภาพก็แย่ลงทุกวันๆ จนคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่อีกไม่นาน จึงเริ่มหันหน้าเข้าหาวัด โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี และได้เจอกับต้นมะนาวโห่ จึงได้ลองชิมผลของมันที่มีรสชาติเปรี้ยวจี๊ดจนสามารถทำให้คนที่ง่วงอยู่รู้สึกตื่นตัวกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที ซึ่งตอนแรกลุงก็เขวี้ยงทิ้งทันที แต่เพราะเคยเห็นในวรรณคดีมีเขียนถึงผลไม้ชนิดนี้เยอะมาก จึงเก็บกลับมากินต่อเรื่อยๆ และรู้สึกดี ก็เกิดความสนใจเพราะจากการที่ได้ลองเองด้วยก็เลยนำต้นมะนาวโห่กลับมาปลูกที่สวนจนถึงปัจจุบัน และตอนนี้ก็มีการเปิดคาเฟ่โดยการนำผลมะนาวโห่มาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ ภายใต้แบรนด์ สิริสมปอง อย่างมะนาวโห่โยเกิร์ตที่เห็นแค่รูปก็น่าลิ้มลองมาก นอกจากนั้นยังทำเป็น น้ำพร้อมดื่ม ไอศกรีม แยม น้ำพริก ชงเป็นชา อย่าคิดว่าที่กล่าวมาเยอะแล้ว นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะมีเมนูให้เลือกชิมมากกว่า 30 รายการ ส่วนใครที่มาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาเพิ่มโปรแกรมแวะมาที่นี่ด้วยก็จะดีเพราะอยู่ห่างจากตลาดน้ำอัมพวาเพียง 8 กิโลเอง ได้ความรู้เกี่ยวกับมะนาวโห่เยอะเลย แถมได้ชิมของอร่อยๆ จากการแปรรูป และสนุกกับกิจกรรมที่มีให้เลือกทำอีกมากมาย

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ เปิดทุกวัน

คาเฟ่ เวลาเปิด-ปิด เฉพาะวันเศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น.

ที่อยู่: 29/8 หมู่ 2  ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม (ห่างจากอัมพวาเพียง 9 กิโล)

โทร: 080 566 5124

https://www.facebook.com/manowho

website: www.สวนมะนาวโห่ลุงศิริ.com

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ ทำให้เราตื่นตาตื่นใจมาก กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะแม้ว่าเราจะเคยเห็นต้นมะนาวโห่อยู่บ้าง แต่เราก็ไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้ เป็นไม้พุ่มยืนต้นสูงราว 2-5 เมตร เป็นพรรณไม้โบราณ มีชื่อในวรรณคดีหลายเรื่อง และในระหว่างที่เราเดินเข้าไปชมต้นมะนาวโห่ก็จิบน้ำพร้อมดื่มที่ได้รับตอนมาถึงสวนที่ทำมาจากผลของมะนาวโห่ รสชาติกลมกล่อม เย็นสดชื่น ในระหว่างที่เดินชมเข้าไปเรื่อยๆ ก็สังเกตุเห็นว่าส่วนปลายยอดมีแตกออกมาใหม่ เป็นสีแดงทั้งกิ่ง หนาม และใบ จนมีหลายที่เรียกต้นนี้ว่า ต้นหนามแดง สีสวยดึงดูดให้เราเดินชมสวนลึกเข้าไปเรื่อยๆ

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ในระหว่างที่เดินชมต้นมะนาวโห่แบบไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงฤดูกาลออกดอกหรือผลแต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะเราเห็นดอกสีขาวๆ แซมอยู่ในบางช่วงของบางต้น และมีไม่มาก จนเราก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราเจอคือดอกมะนาวโห่ เดินถ่ายรูปอยู่พักหนึ่งก็มีคนบอกว่านี่แหละดอกของมัน ดอกเล็กๆ สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก้านสีแดง ลักษณะคล้ายดอกเข็ม (อันนี้คิดเอง) ใครอยากเห็นดอกบานแบบเยอะๆ ควรมาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมจะตื่นตาตื่นใจกว่านี้เยอะ

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

เมื่อเราได้เห็นดอกแบบไม่คาดฝันก็เป็นธรรมดาที่เราจะได้เจอผลของมะนาวโห่ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่เยอะ แต่เท่าที่เราเห็นก็ตื่นเต้นไปตามๆ กันละ เพราะเห็นตั้งแต่ลูกเล็กๆ จนไปถึงลูกใหญ่หน่อยที่มีสีอ่อนๆ กินช่วงนี้ละเปรี้ยวตาหยีแน่ ส่วนผลสุกสีเข้มจะออกรสหวานกว่า ผลสีชมพูอ่อนๆ ไปจนถึงสีแดงเข้มจนเกือบม่วง ตัดกับใบสีเขียวสีสวยมาก นี่ขนาดจำนวนไม่มากนะ ถ้ามาตั้งแต่ต้นมีนาคมจนถึงต้นเดือนพฤษจิกายนแบบเต็มต้นเราคงตื่นเต้นกันมากกว่านี้

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

เราย้ายจากการเดินชมสวนต้นมะนาวโห่แบบสดๆ ก็ได้เวลาไปส่วนที่เป็นคาเฟ่ริมน้ำ สิริสมปองคาเฟ่ ที่มีการแปรรูปจากมะนาวโห่ ทั้งผล ที่นำไปทำทั้งของคาวอย่างน้ำพริก และของหวานอย่าง แยม น้ำสกัดสูตรเข้มข้น ส่วนใบก็นำไปตากให้แห้งเพื่อนำมาทำชาจัดเซ็ทใส่กล่องที่ข้างในรวมสินค้าไว้หลายๆ อย่าง ได้อย่างลงตัว ซื้อไปเป็นของฝากได้เลย ส่วนเราขอนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศริมน้ำ กับเครื่องดื่มเย็นๆ สดชื่นอย่างสมูทตี้โยเกิร์ต เค้ก ขนม และวุ้นที่ทุกอย่างยังคงมีมะนาวโห่เป็นตัวเอก

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ในส่วนที่เป็นคาเฟ่ทางด้านหลังเราสามารถเดินเลยไปเพื่อชมต้นไม้ที่ปลูกและจัดได้อย่างลงตัว สวยงาม มีหลากหลายพันธุ์ ต้นเล็กต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาได้อย่างงดงาม มีทางเดินที่จัดให้ค่อยๆ เดินเข้าไปชมสวนได้เป็นอย่างดี มีที่นั่งใต้ต้นไม้  ให้ได้สูดออกซิเจน ชมดอกไม้สีสันต่างๆ ตัดกับใบไม้สีเขียว รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้นั่งเล่นอยู่ที่บ้าน

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ด้านริมน้ำนั้นก็มีทั้งส่วนที่จัดเก้าอี้ให้นั่งมองน้ำรับลมเย็นๆ กับบางจุดที่สามารถไปยืนให้อาหารปลาท่ามกลางต้นไม้ที่ห้อยอยู่รอบตัว โอนเอนไปตามแรงลม ส่วนใครอยากได้ความเงียบสงบอีกนิด เหมือนปลีกวิเวกอีกหน่อย ถัดเข้ามาจากริมน้ำเล็กน้อย ซึ่งส่วนนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้ มีเก้านั่งทั้งแบบสูง และแบบเตี้ยให้ได้เลือกนั่งตามมุมที่ชอบได้เลย เพราะบริเวณนี้คนไม่ค่อยเดินเข้ามาสักเท่าไร

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริสวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ที่นี่มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ให้ได้ทำคือ การลงมือทำผ้ามัดย้อมตั้งแต่ขั้นตอนแรก โดยการใช้ผลมะนาวโห่ต้มจนออกเป็นสีชมพูสวยงามมาก ซึ่งใช้เวลาการต้มน้ำมานานพอสมควรแล้ว ก็นำผ้าที่เรามัดเสร็จแล้วลงไปต้ม ซึ่งเราสามารถมัดตามแบบลายที่มีโชว์อยู่ หรือจะมัดเองตามใจชอบก็ได้เช่นกัน เพียงแค่เราต้องมัดให้แน่นเพื่อไม่ให้น้ำต้มสีๆ เข้าไป จะได้เกิดลวดลาย หลังจากต้มผ้าที่มัดไปได้สักระยะก็นำขึ้นมาตัดยาง ซึ่งเราก็ลุ้นลวดลายกันตั้งแต่ตอนแกะนี้แล้ว แกะไปลุ้นไป ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ได้ผ้าเช็ดหน้าที่ทำเองกลับบ้านด้วย

มาเที่ยวชมสวนมะนาวโห่ลุงศิริที่ไม่ได้แค่รู้ว่าต้นกำเนิดมาจากไหน แต่ยังตื่นตาตื่นใจ กับสิ่งที่ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่สวนมะนาวโห่ของพ่อ แต่มีการต่อยอดจากสวนของพ่อกลายเป็นคาเฟ่ของลูก โดยการนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ที่ทำให้มะนาวโห่ที่มีมาอย่างยาวนานมีคุณค่าขึ้นมาและเป็นของฝากสำหรับคนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเรารับรู้ได้ตั้งแต่ตอนเดินชมสวน ผ่านเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เหมือนได้เติมพลังงานด้านบวกขึ้นมาอีกเยอะ หากใครได้มีโอกาสไปอัมพวาลองหาเวลาแวะที่นี่สักครั้ง

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น