Menu

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน เป็นคำขวัญประจำอำเภอนี้ แต่สิ่งที่ทำให้อยากไปมีเพียงเหตุผลเดียวคือ ดูหนัง ใช่ หนัง!!! หลังจากดูจบ ก็จำประโยคนี้จนขึ้นใจ

โอเค…เบตง!!!

แล้วมันก็จางหายไปถูกเก็บไว้ลิ้นชักที่ไหนสักแหล่ง จนในที่สุดมันก็ถูกปิดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นการเดินทางของกลุ่มชมไทยที่มีพี่เอกจัด และมีก้อง (รุ่นน้องที่เที่ยวด้วยกันบ่อยๆ) การได้เห็นคนใกล้ตัวเพิ่งไปและพอได้คุยก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ที่นี่ไม่น่าจะไกลเกินความเป็นจริง แต่กว่าการเดินทางของเราจะเกิดขึ้นก็ห่างจากทริปของก้องหลายเดือนพอสมควร เราจัดการจองตั๋วเดินทางกันช่วงต้นเดือนธันวา ด้วยสมาชิก 3 คน เอ็ม จี และเมย์ ซึ่งเอ็มเป็นคนจัดการทั้งหมด เป็นการออกทริปที่ไม่กล้าบอกที่บ้านว่าจะไปเบตง บอกแต่ว่ามีทริปลงใต้ๆ แต่แล้ววันเดินทางก็โทรไปสารภาพกับที่บ้านว่ากำลังไปหาดใหญ่ เพื่อต่อรถตู้ไปเบตง บอกแค่นั้นแหละ คำถามตามมาเพียบ แต่จากการที่เอ็มหาข้อมูลมา จากหาดใหญ่ไปเบตงมีรถเข้าทางมาเล ไม่ผ่านจุดเสี่ยงที่เป็นอันตราย พวกเราออกเดินทางคืนวันพฤหัสฯ ถึงหาดใหญ่ก็เช้าวันศุกร์ที่ 10 ธันวา 53 ลงรถทัวร์ปุ๊บ ก็ไปติดต่อรถตู้เพื่อไปเบตงปั๊บ ช่วง 7 โมงกว่า และแล้ว และแล้ว เอ็มกลับมาบอกว่ารถตู้ไปเบตงทางมาเลเต็ม!!! เหลือแต่ไปทางไทย!!!

ผ่างงงงง นั่งหมดเรี่ยวแรง มองภาพผู้คนที่เดินสวนกันไปมา ขึ้นรถคันนั้น ลงรถคันนี้ เหมือนดูเอ็มวีเพลงอย่างไงอย่างงั้น แล้วเพื่อนเอ็มก็มารับพาไปกินติ่มซำของกินยามเช้าเมื่อมาถึงหาดใหญ่ ความกังวลหายไปชั่วครู่ เพราะกำลังตื่นตากับเมนูติ่มซำที่วางอยู่บนโต๊ะ ละลานตาไปหมด พร้อมแล้วรออะไร ลุยสิคะ หลังจากกินอิ่มเพื่อนเอ็มก็มาส่งที่ขนส่งหาดใหญ่เหมือนเดิม

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

ตอนนี้ 10 โมงแล้ว รออะไร ขึ้นรถสิค๊าบ อ๊ะๆ ไม่ได้ขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ น๊าาา ขึ้นรถไปเบตงอย่างที่ตั้งใจนี่แหละ ใช่แล้วเราเลือกที่จะขึ้นรถตู้ไปเบตงทางฝั่งไทย!!! คนขึ้นเต็มเร็วมาก ในเวลาไม่กี่นาทีรถก็ออก การเดินทางจากหาดใหญ่ไปเบตงก็เริ่มขึ้น เราได้นั่งแถวแรกเลย มองเห็นถนนชัดเจน พวกเรานั่งมองหน้ากันเหรอหรา ไม่รู้จะพูดอะไร ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงฝนก็กระหน่ำตกลงมา แล้วก็หยุดไป แต่ท้องฟ้ายังคงอึมครึม เต็มไปด้วยเมฆ แล้วสักพัก ฟ้าก็เริ่มเปิด แสงแดดส่งแสงให้ได้เห็น แบบนี้สินะ ที่เขามักจะบอกกันว่า ภาคใต้ ฝนแปด แดดสี่

     เส้นทางที่รถจะวิ่งคือไปทางอำเภอจะนะ จังหวัดปัตตานี สายตาเรายังคงจับจ้องที่ถนน และมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ และแล้วเสียงเพลงที่ลุงคนขับเปิดกล่อมก็เริ่มทำงานอย่างได้ผล เริ่มเคลิ้ม ตาปิดลงทีละนิดๆ ทันใดนั้นเองเอ็มก็สะกิด สะดุ้งตื่นลืมตาด้วยความตกใจ เอ็มชี้ให้เห็นวิวสองข้างทางตอนนี้ เฮ้ย!!! นั่นทะเลนี่นา รถกำลังวิ่งถนนที่เลียบไปกับทะเล มีต้นสนเรียงรายเป็นระยะๆ ที่นี่คือ หาดสร้อยสวรรค์ เรายังอยู่จังหวัดสงขลา ทำให้หายใจสบายท้องขึ้นมาหน่อย แต่พอเห็นป้ายว่ากำลังจะเข้าสู้จังหวัดปัตตานีเท่านั้นแหละ น่าจะพอเดาได้ว่าเราทั้งสามจะเป็นยังไง ก็แค่ตาสว่างขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากแวะปั้มน้ำมันปั้มสุดท้ายแล้ว วิวสองข้างทางเป็นนาข้าวเขียวเต็มไปหมด จนมาถึงทางแยก รถก็เลี้ยวเข้าทางไปจังหวัดยะลา ต้นหญ้าสีเขียวตัดได้ดีกับท้องฟ้าที่แซมไปด้วยเมฆสีขาว

     เพลงถูกเปลี่ยนไปอัลบั้มแล้วอัลบั้มเล่า สภาพอากาศก็สลับกันไปทุก 5 นาที เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก มีด่านตรวจเป็นระยะๆ ในที่สุดเราก็เห็นป้ายบอกไปเบตงอีก 65 กิโล ใกล้ละๆ แต่ทางช่วงนี้เป็นทางโค้งซะส่วนใหญ่ กว่าจะถึง ก็มึนหัวมาก เรียกว่าเมารถกันเลยแหละ พอลงรถได้ก็ไม่รอช้า หาข้าวกินก่อนเลย และเมื่อมาถึงนี่ละ ต้องสั่ง ต้องกิน ไก่เบตงสิ เนื้อหนานุ่มๆ กับบะกุ๊ดเต๋ ชามใหญ่ พอท้องอิ่ม ก็ได้เวลาแล้ว สำหรับเมืองนี้ โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เรา 3 คน แบกเป้คนละใบ ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ทุกคนที่นี่ก็พอรูว่าน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนในท้องถิ่น เราเดินไปเรื่อยๆ ดูบ้านมองเมือง ผ่านผู้คนและทหารที่มาดูแลความสงบที่นี่ เราเดินผ่านตลาด ผ่านหอนาฬิกา จนมาถึงอุโมงค์ เดินตามอุโมงค์ไปเรื่อยๆ จนโผล่อีกทาง ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักคืนแรกของเรา โรงแรมการ์เด้น วิว เบตง

     หลังจากติดต่อห้องพัก เก็บของเรียบร้อย เราก็ไม่รอช้า สะพายกระเป๋า แบกกล้อง ออกมาท่องเมืองเบตง ใต้สุดของไทย เดินเข้าซอยนั้น ทะลุซอยนี้ ไปเรื่อย จนค่ำ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จเราก็พยายามเดินหาร้านขายของฝาก ตอนแรกตั้งใจหาร้านที่ชื่อชายแดน เพราะก้อง บอกว่าครั้งที่มาร้านนี้กำลังทำ เดินวนไปวนมาหลายซอย ตอนนี้ขอแค่เจอร้านที่ขายโปสการ์ดก็พอ และในที่สุด เราก็เจอ โปสการ์ด!!! ตรงดิ่งวิ่งข้ามถนนไปอย่างไว ในระหว่างที่เลือกเจ้าของร้านทั้งสองก็ชวนคุยไปด้วย คุยไปคุยมาจบลงที่ประโยค พรุ่งนี้เจอกันหน้าร้านตอนตี 5 นะ 

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

 เจ้าของร้านใจดีรึเราใจง่าย เพราะเช้าวันรุ่งขึ้น เรา 3 คนก็มาเจอเอกกับนุ่น หน้าร้านเบิกบาน ไกด์จำเป็นที่พร้อมจะพาเราทัวร์เมืองเบตง แถมเตรียมมอเตอร์ไซด์ไว้ให้พร้อม เราขับรถตามเจ้าถิ่น มุ่งหน้าสู่บ้านปิยมิตร 1 ไปดูทะเลหมอก หลายๆ จุด จุดสุดท้ายนี่เด็ด เห็นวิวกว้างและทะเลหมอกบอกเลยว่าแจ่ม ลืมไปเลยว่าอยู่ใต้ อากาศตอนนี้คิดว่าอยู่เชียงใหม่ แล้วหลังจากนั้นเราก็แวะดูการปลูกผักน้ำ (ผักขึ้นชื่อของที่นี่) แล้วก็มานั่งกินข้าวเช้าที่เอกและนุ่นเตรียมมาให้ อย่างก๋วยเตี๋ยวขาว แต่เราติดใจอีกชื่อที่คนที่นี่เรียกมากกว่า จี้ฉ่องฝัน แค่ได้ยินก็ทำหน้างงกันละ แต่พอเปิดมาก็พอคุ้นตาบ้าง เป็นเส้นใหญ่ที่เอากระดูกหมูตุ๋นราดลงไป บางคนก็ชอบแค่ราดซีอิ้วหรือซอสพริกก็มี 

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

 พออิ่มเราเดินลงไปดูในอุโมงค์ปิยมิตรที่เป็นแหล่งกบดานของพวกคอมมิวนิสสมัยก่อน เดินดูนั่นดูนี่จนทั่ว เราก็ขับรถต่อไปยังสวนดอกไม้เมืองหนาว ได้ยินไม่ผิด ดอกไม้เมืองหนาวจริงๆ พอไปถึง ก็ต้องร้องโอ้โห นี่เรายังอยู่ใต้ เบตงจริงๆ รึ บรรยากาศบอกเลยว่าอย่างกับสวนทางเหนือ ดีดีนี่เอง แต่เดินเล่นได้แปบเดียวฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก กว่าจะได้ออกมาก็เที่ยงกว่าแล้ว ทางที่นี่บางช่วงยังเป็นดินแดง ยิ่งโดนฝนที่กระหน่ำไปก่อนหน้านี้ แฉะมาก จนต้องค่อยๆ ขับ เพราะบางช่วงก็กำลังทำถนนกันอยู่ แถวนี้มีทั้งโรงโม่หิน และบ้านที่เต็มไปด้วยนก นุ่นบอกเขาสร้างให้นกอยู่โดยเฉพาะ

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

เราขับมาได้อีกสักพักก็เจอสวนส้มโชกุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นของดีที่นี่ช่นกัน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปบ่อน้ำพุร้อน เพื่อแช่เท้าแต่ก็มีบางคนลงแช่ทั้งตัว สบายไปเลย ที่นี่มีบ่อเล็กๆ ไว้ต้มไข่ด้วย มีรึที่เราจะพลาด ทั้งไข่ไก่ ไข่นกกระทา กินจนฝืดคอกันเลย จากนั้นเราก็ขับรถกลับ และก่อนเข้าตัวเมืองเอกกับนุ่นก็แวะพากินวุ้นดำ (เฉาก๊วย) อันนี้ไม่ตื่นเต้นเคยเห็นทั่วไป แต่อีกอย่างที่เอกบอกว่ามันคือขนมถ้วย!!! อึ้งๆ เล็กน้อย เพราะถ้วยใหญ่กว่าที่เคยเห็น และลักษณะก็ไม่คุ้นตา ก่อนกินต้องราดน้ำมันกับกระเทียมเจียวและใส่ซีอิ้วดำ หวานๆ ลงไปด้วย รู้สึกเหมือนกินของความมากกว่าขนมถ้วยนะ พอเข้าในเมืองเอกกับนุ่นก็พาไปกินเย็นตาโฟอีก แต่เป็นเย็นตาโฟแห้ง ที่บอกเลยว่าไม่เหมือนที่เราเคยกินที่กรุงเทพฯ แน่นอน เขาจะเสิร์ฟแบบใส่จานมา เครื่องส่วนใหญ่ก็เหมือนที่เราคุ้นๆ แต่ปิดท้ายด้วยการราดน้ำหมูแดงสีส้มๆ ฉ่ำๆ บอกเลยว่าเด็ด!!!

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

หลังจากอิ่มแล้ว นุ่นขอตัวแยกไปก่อน ซึ่งตอนแรกเราก็คิดว่าทริปจะจบแล้ว แต่เอกก็ยังมีแผนให้เราอีกในช่วงบ่าย การข้ามประเทศไปฝั่งมาเล นี่จะเป็นครั้งแรก กับการขับมอเตอร์ไซด์ข้ามผ่านแดนไป เราสามคนดูไม่ค่อยตื่นเต้นกับเมืองหรือสถานที่เท่าไร แต่พอเจอป้ายเท่านั้นแหละ วิ่งพุ่งตรงไปหาเหมือนคนบ้า เอกพาพวกเราไปเที่ยวจนเพลินกลับมาที่พักอีกทีก็ มืดละ เราแยกกลับที่พัก อาบน้ำ และออกมากินข้าว ร้านนี้บอกเลยอร่อยทุกอย่าง ครัวเบตง หลังจากอิ่มเราก็ไปเจอนุ่นกับเอก สองคนี้ยังคงมีพลังเหลือเฟือ พาเราไปกินขนมหวาน และพาไปกินชาต่อ ร้านที่พาไปก็เป็นร้านรุ่นพี่ที่เอกและนุ่นคุ้นเคย ตอนนี้มีโบ้พาลูกสาวมาสมทบอีก ชา ขนมปัง ที่สั่งไปทยอยออกมาเสิร์ฟจนครบ และพี่เจ้าของร้านก็แวะเวียนมาคุยกับเราเป็นระยะๆ ประโยคแรกที่ทุกคนถามคือ มาทำไม!!! ไม่กลัวรึ พี่ๆ เขาชวนเพื่อนมายังไม่มาเลย แล้วพวกเธอทำไมกล้ามา เราสามคนได้แต่มองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม ก็มาเพราะดูหนังเลยอยากมาเห็นเมืองของจริงสักครั้ง แต่หลังจากนี้ถ้าได้กลับมาอีกแล้วมีคนถามว่ามาทำไม คงตอบได้เต็มปากละ ว่ามาหามิตรภาพที่ดีของคนที่นี่ คืนนั้นกว่าเราจะกลับถึงที่พักก็ดีกมากละ เพราะวันนี้เที่ยวทั้งวันเราก็เลยไม่ได้ย้ายที่พัก เพราะตอนแรกตั้งใจไปนอนที่อื่น

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

   รุ่งเช้าวันสุดท้าย ไกด์ที่น่ารักก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี ทั้งนุ่น เอก และโบ้ พาเราทั้งสามไปกินติ่มซำยามเช้า จัดมาแบบเต็มโต๊ะ แต่กว่าจะได้โต๊ะ ท้องก็ร้องอยู่สักพักละ ร้านติ่มซำคนแน่นทุกร้าน ใครตื่นสายก็อดกินนะจ๊ะ หลังจากอิ่มแล้ว เราก็แวะไปไหว้พระที่วัดพุทธาธิวาส วัดหนึ่งเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตง อย่างลงตัว ท่ามกลาง มัสยิดมากมาย เอกบอกเสียดายยังมีอีกหลายที่ที่อยากพาเราเที่ยว และเราก็ตบปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะกลับไปอีกแน่ๆ เบตง

เมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตงเมืองในอ้อมกอดขุนเขา โอเค…เบตง

แค่คำว่าอยากไป เพียงเพราะได้ดูหนังที่มีฉากเป็นเมืองเบตง แค่นั้น แต่กลับได้อะไรกลับมามากมาย และยิ่งใหญ่ อย่างมิตภาพ ที่ยิ่งทำให้เมืองเบตง ดูอบอุ่นและน่ารักมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่า และมันทำให้เราสามารถตอบคนเบตงได้แล้วว่า มา เบตง ทำไม?

 

photo by Baitong_333

copy by may macro

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น