Menu

แบ็คแพ็คไป ปั่นจักรยานเที่ยวพม่า ขึ้นเขาสีทอง ม่อนทูเล

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่ 3 ตอนแรกที่ได้ยินว่าจะต้องไปทั้งๆ ที่ห่างจากครั้งก่อนเดือนกว่าๆ เอง ก็ลังเลๆ ว่าจะไปดีไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาซะอย่างงั้น แต่การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างกระทันหัน มีแค่เรา 2 คน เพราะสมาชิกคนอื่นๆ ติดงานหมดเลย ถ้าสะดวกและประหยัดสุดสำหรับเราก็คงต้องไปรถโดยสารอย่างเดียว ซึ่งเราก็ซื้อตั๋วก่อนวันเดินทางเพียงแค่ไม่กี่วัน

พอใกล้ถึงวันเดินทางก็นึกขึ้นได้ว่าอาทิตย์นั้นมันมีวันหยุด การเข้าหมอชิตน่าจะต้องวางแผนและเผื่อเวลาไว้อย่างดี  แต่พอถึงวันเดินทางแผนที่วางไว้ก็ล่มไม่เป็นท่า แผน 2 ก็เกิดขึ้นมาแทนได้ทันถ่วงทีเช่นกัน ช่วงเวลา 5 โมงครึ่ง เราก็กดเรียกแกร็บไบค์ให้มารับ แม้จะไม่มีส่วนลดเลย แต่ราคากับระยะทางเรารับได้เพราะตอนนี้ต้องการความรวดเร็ว
หลังจากที่โดดขึ้นมอเตอร์ไซค์เป็นเด็กสก๊อย ลุงคนขับก็ออกรถไปแบบธรรมดา แต่เพียงไม่นานความเร็วก็ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซิกแซกซ้ายขวาไปเรื่อยๆ แต่เราเป็นคนซ้อนที่แบกเป้ใบใหญ่อยู่ข้างหลังเริ่มรู้สึกไม่เรื่อยๆ นะ แอบหวาดเสียวบ้างบางช่วง จนผ่านพ้นไปถึงสี่แยกรามคำแหง หลังจากรอสัญญานไฟตั้งนาน พอไฟเขียวปรากฎขึ้นเท่านั้นแหละ มอเตอร์ไซค์นี่พุ่งไปกันอย่างไวรวมถึงคันของเราด้วย แม้จะนั่งอยู่ข้างหลังเราก็มองเห็นว่ารถข้างหน้าติดหนักมากพอสมควร และเราถึงกับร้องโอ้โหออกมา จนลุงได้ยิน ก็พูดบอกว่าตื่นเต้นใช่ไหม ที่เห็นรถติดขนาดนี้ ลุงอะชินแล้ว วิ่งรถเจอแบบนี้มาหลายสิบปี จนตอนนี้รู้หมดละว่ารถคันไหนขับกันยังไง จะเลี้ยวไปทางไหน เดาทางกันออกละจะซอกแซกยังไง ก็เหมือนคนเล่นสนุ๊กอะ เล่นทุกวันก็เก่งเอง เมย์ยิ้มรับประหนึ่งว่าเข้าใจ และแล้วรถมอเตอร์ไซค์ก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าสถานีแอร์พอตลิ้งรามคำแหงในเวลาอันรวดเร็ว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว
หลังจากลงรถจ่ายตังค์ก็เดินไปพร้อมกับยกนาฬิกาดูเวลา หกโมงกว่าเรายังเดินด้วยความเร็วปกติไปรอขบวนรถคันต่อไปที่กำลังจะเข้าจอด โชคดีที่ได้ขึ้นตั้งแต่ขบวนแรกที่ไปยืนรอ แต่ก็เบียดกันพอสมควร ได้แต่บอกตัวเองว่าอดทนก่อนนะสถานีเดียวเอง เบียดซ้ายเบียดขวา แน่นไปหมดแต่ก็ยังมีหลายคนที่สามารถเล่นมือถือได้
สถานีต่อไปสถานีมักกะสัน เป็นอีกสถานีที่คนลงและรอขึ้นเยอะพอๆ กัน กว่าจะแทรกตัวออกมา และเดินลงมาจนถึงรถไฟใต้ดินกลับใช้เวลาที่มากพอสมควร กว่าจะต่อคิวซื้อตั๋ว กว่าจะได้คิวเข้าขบวนรถก็ทุ่มกว่าแล้ว ตอนนี้ความรู้สึกเหมือนรถวิ่งไปด้วยความเร็วที่ดูช้ากว่าใจเรามากเหลือเกิน พอถึงสถานีกำแพงเพชรก็รีบเดินอย่างไว ไปทางออกที่ 1 จนมาโผล่ข้างบน โอ้โห!!! คิววินมอเตอร์ไซค์คนรอเพียบเลย กว่าจะถึงคิวเราก็เกือบ 20 คน  แต่กลับยืนรอไม่นาน เพราะรถมาเรื่อยๆ จนถึงคิว รีบขึ้นทันทีที่รถจอดและก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเพราะถนนเข้าหมอชิตกลับไม่ติดอย่างที่คิดไว้เหมือนอย่างเช่นที่เคยเห็นมา แต่พี่วินก็ซิ่งใช่เล่น มาถึงหน้าหมอชิตในเวลาเพียงไม่กี่นาที รวดเร็วทันใจจริงๆ เลย
หลังจากเจอโอ๊คเราก็เดินกันไปหาของกิน ซึ่งระหว่างยืนรอคิว “ษา” รุ่นน้องที่เคยเดินทางด้วยกันก็ทักมาว่า จะไปไหนกันสองคนอะ แอบตกใจเล็กน้อย รู้ได้ไงอะ หันมองหาใหญ่เลย แล้วก็เดินไปหา อ้าว!!! มาหมอชิตเหมือนกันนี่นาแต่ปลายทางต่างกัน
สองทุ่มยี่สิบเราเดินไปที่ชานชลาที่รถจอด พอรถมาผู้คนก็ทยอยกันขึ้นรถด้วยเวลาอันรวดเร็วแต่กว่าคนจะครบรถก็ออกเกือบสามทุ่มได้ รถป.1 ของบขส. 48 ที่นั่งกว้างกว่าที่เราคิดไว้พอสมควร เก้าอี้ และอุปกรณ์ก็ทันสมัยใช้ได้ มีวิธีการใช้อุปกรณ์แสดงอยู่ด้านหน้า ทั้งระบบเปิดปิดไฟ เรียกพนักงาน ปรับเบาะเอนนอนและนวด ส่วนที่เจ๋งคือมีช่อง USB อยู่ตรงด้านหน้าที่ท้าวแขนด้วย คนใช้มือถือคงชอบมากในส่วนนี้  แต่ก็ยังแอบเสียดายที่จอง VIP. ไม่ทันคงต้องมีอะไรเจ๋งกว่านี้แน่นอน หากมีโอกาสคงได้ไปลองนั่งสักครั้ง
เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง แม้ว่ารถจะทำมารองรับการนอนได้มากพอสมควรแต่เป็นคนหลับยาก ก็ทนฟังเสียงกรนของ 2 คนข้างหน้าต่อไป จนตี 3 กว่า กำลังเริ่มเคลิมจะหลับเลย แสงไฟส่องขึ้นมาเพื่อปลุกให้ผู้คนทยอยตื่น พร้อมกับเสียงพนักงานต้อนรับมาเน้นย้ำอีกครั้งว่าได้เวลาทานข้าวแล้ว (ว่าแต่มื้อไหน)

แบ็คแพ็คไป ปั่นจักรยานเที่ยวพม่า ขึ้นเขาสีทอง ม่อนทูเล

11 ก.พ. 60
เราเข้าเขตแม่สอดเกือบ 7 โมง พอรถมาจอดตรงหน้าเทศบาล เราก็ตัดสินใจหอบของลงแบบพะรุงพะรัง และแบกของทั้งหมดขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนสรรพวิทยา เพื่อตั้งใจไปงานปั่นจักยาน ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะมาแค่ถ่ายพิธีเปิด สุดท้ายไปๆ มาๆ ได้ร่วมปั่นจักรยานข้ามไปฝั่งพม่าด้วยซะงั้น ลองสักครั้ง ไหนๆ ก็มีโอกาสละ แม้ชุดจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร เพราะเป็นชุดที่ใส่มาเมื่อคืน เสื้อยืดกางเกงยีนส์นี่แหละ ไหวอยู่ เราเลือกรถจนได้คันเหมาะๆ ถนัดๆ แล้ว ก็รอเวลาทำพิธีเปิด หลังจากเสียงพุจบลง จักรยานคันแรกก็เคลื่อนตัว คันต่อมาก็ปั่นตามกันไปเรื่อยๆ จากตรงนี้ถึงสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ได้เหงื่อไปพอสมควรจากระยะทางตรงนี้ แต่ดีที่เป็นทางเรียบ

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยวปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว
จากตรงนี้เราจอดจักรยานรอ เพื่อทำพิธีเปิดตรงกลางสะพานอีกหนึ่งจุดร่วมกันระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งพม่า หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้น นักปั่นก็ปั่นข้ามสะพานตามๆ กันไปอีกเช่นเคย แต่ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มหยุดถ่ายรูป ซึ่งเราก็อยู่หนึ่งในนั้นรู้ตัวอีกทีเหลือสองคันสุดท้ายที่อยู่ห่างจากท้ายขบวนมากแบบที่มองไม่เห็นเลย เราปั่นข้ามมาอยู่ฝั่งพม่าแล้วสิ่งแรกคือทั้งรถและทั้งคนเต็มสองข้างทางพร้อมกับเสียงแตรที่บีปตลอดเวลา ตอนนี้เหลือเราคนเดียวที่ปั่นตามรถกระบะแจกน้ำ พี่เขาก็บอก”รีบปั่นมาใกล้ๆ รถกระบะ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา” อ้าว!!! พอได้ยินแบบนั้นใจสั่นและเริ่มกลัวขึ้นมาทันที พยายามปั่นให้ติดรถพี่เขามากที่สุด หันไปข้างหลังก็ไม่เห็นโอ๊ค จนสักพักโอ๊คก็ปั่นมาอยู่ข้างๆ แต่ยังมองไม่เห็นท้ายขบวนรถจักรยานเลย โอ๊คปั่นแซงข้างรถกระบะนำหน้าไป พอเรากำลังจะปั่นตามก็มีมอเตอร์ไซค์แทรกมาพอดีเราหักจักรยานหลบ ทำให้ล้มตรงกลางฟุตบาทที่ทำสูงพอสมควร จักรยานเอียงนิดหน่อย พาดกับขอบฟุตบาทพอดี มือและเข่าจิ้มลงไปในดิน วินาทีนั้นคิดแค่ว่าต้องลุกให้ไว ได้ยินแต่เสียงถามว่าไหวไหมๆ ตอบว่าไหวแล้วรีบปั่นไปอย่างไว พยายามปั่นให้อยู่ใกล้โอ๊คมากที่สุด ซึ่งตอนนี้เราปะปนอยู่กับชาวพม่าล้วนๆ เสียงแตรก็ดังตลอด ปั่นไปก็เกร็งไปมองรถรอบด้านเพราะต้องใช้เลนขวาที่ตรงข้ามกับบ้านเรา

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว
เรายังคงปั่นไปเรื่อยๆ แต่ในใจนี่โคตรรีบเลย เริ่มปวดขาขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังพยายามฝืนปั่นไปจะไม่ยอมจอดพักตรงนี้เด็ดขาด และแล้วเราก็เห็นท้ายขบวนจักรยานสักที  บอกเลยว่ารวบรวมแรงฮึดทั้งหมดที่มีรีบปั่นสุดชีวิตเลย จนในที่สุดก็มาถึงรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ จนได้ สถานทที่นี่คือ “วัดจำลองชเวดากอง” ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ก็เห็นถึงความอลังการมากพอสมควร มีผู้คนชาวพม่ามาแจกน้ำและขนมระหว่างทางด้วย ซึ่งบางคนก็พูดไทยกับเราได้ และหลังจากตรงนี้เราไม่เคยหลุดออกจากขบวนอีกเลย พยายามอยู่กลุ่มหน้าๆ และปั่นให้อยู่ในขบวนตลอด ตามทางที่เราปั่นมีน้ำแจกตลอด หลายคนรับ หลายคนไม่รับ หลายคนกินเสร็จเขวี้ยงทิ้งข้างทาง ตะโกนว่าตามหลังด้วยไม่รู้ว่าไม่ได้ยินหรือแกล้งไม่ได้ยิน แต่หลายคนก็น่ารักวางไว้ตระกร้าหน้ารถ และกระเป๋าที่แบกมา อยากปรบมือให้

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

แดดเริ่มแรงขึ้น ขาเริ่มล้าขึ้นเช่นกัน เพราะทางที่ปั่นมามีทางชันและเป็นเนินในบางช่วง เริ่มหิวน้ำ หิวข้าวมากขึ้น ในหัวเริ่มคิดถึงหลายๆ ครั้ง ตอนคนขับรถสิบล้อตะโกนถามว่าไม่ไหวก็ยกจักรยานขึ้นรถได้นะ มาถามตอนนี้ได้ไหมจะตอบว่าตกลงเลย ตอนนี้ในใจเริ่มเถียงกันขึ้นมา เอ๊ะ!!!เหมือนเพิ่งอ่านที่เพื่อนคนหนึ่งโพสเลย แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ฝ่ายขาว : เด็กๆ ตัวเล็กๆ เขายังปั่นไหวเลย เห็นไหมๆ ปั่นแซงไปอีกละ

ฝ่ายดำ: แต่เธอไม่ได้ซ้อมมาเลยนะเมรี ทุกวันนี้เธอแทบจะไม่ได้ปั่นจักรยานเลยนะ แล้วนี่ต้องปั่น 50 โล จะไหวเหรอ?

ฝ่ายขาว: แต่ตอนนี้เธอยังปั่นไหว และปั่นได้เรื่อยๆ ยังอยู่ในขบวนด้วย แม้ว่าจะช้าลงก็ตาม

ฝ่ายดำ: แต่ตอนนี้ฉันร้อน ฉันหิว มากๆๆๆ ทำไมต้องทนปั่นให้เหนื่อยด้วย

ในขณะที่ในใจเถียงกันอยู่จักรยานก็มาถึงหน้าโรงเรียนจุดที่จัดกิจกรรมแบบไม่ทันรู้ตัว ถึงแล้วเหรอ? จะได้พักแล้ว เย้ๆๆๆ แทบอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ได้น้ำเย็นๆ ชื่นใจกินรองท้องไปก่อนหนึ่งแก้ว และหลังจากที่เราหาที่จอดจักรยานได้ พอจะเดินไปรับข้าวเที่ยง อ้าว!!! เราไม่มีคูปอง และไม่รู้เรื่องคูปองมาก่อนเลย หันมองหน้ากันแล้วทำหน้าเหวอๆ และกำลังจะเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอกก็เจอกับพี่ๆ กลุ่มที่เราเจอตอนกำลังจะข้ามสะพานมาฝั่งนี้เมื่อเช้าก็เข้ามาทักเราพอดี และไปช่วยถามคนที่แจกข้าวจนเราได้ทั้งข้าวและไอติมมื้อเที่ยงมากินจนอิ่ม บอกเลยว่าเกลี้ยง ไม่มีเหลือสักเม็ด

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ที่นี่มีกิจกรรมให้ดูให้ชมและแจกของรางวัลทั้งฝั่งคนไทยและพม่า หลายคนยังคงอยู่ในงาน แต่หลานยคนก็ออกไปปั่นจักรยานเที่ยววัดบริเวณใกล้ๆ ซึ่งแถวนี้มีอยู่ 3 วัด ลุงที่เราเจอตอนกินข้าวเล่าว่า “คนที่นี่มีบรรพพบุรุษเป็นคนไทย เขาบอกว่าพอตอนที่แบ่งแยกดินแดนคนกลุ่มนี้อพยพข้ามไปฝั่งไทยไม่ทันก็เลยกลายเป็นคนพม่าไปโดยปริยาย ทำให้คนที่นี่พูดได้ทั้งไทยและพม่า และทุกคนยังคงใช้การไหว้ในการทักทายและขอบคุณเหมือนกันกับพวกเรา ที่นี่ยังสามารถใช้เงินไทยซื้อของได้ด้วย ทำให้รู้สึกอบอุ่นไปอีกแบบ” อากาศตอนเที่ยงแดดแรงมากเราก็เลยตัดสินใจเอาจักรยานฝากขึ้นรถสิบล้อ และคิดจะนั่งรถกลับด้วย เพราะคิดว่าถ้าปั่นกลับท่าทางจะไม่รอด เราได้ยินเสียงประกาศว่านัดกันอีกทีตอนบ่ายสอง เราก็เลยเดินไปนั่งเล่นชิวๆ กินน้ำเย็นๆ ที่ร้านใกล้ๆ กับที่รถสิบล้อจอด ซึ่งในร้านก็มีคนที่ปั่นจักรยานมานั่งอยู่เยอะพอสมควร แต่พอบ่ายโมงครึ่งผู้คนก็ทยอยปั่นจักรยานกลับไปที่โรงเรียน ส่วนเราก็กำลังเดินตามกลับไปเช่นกัน รถสิบล้อที่มีจักรยานเราจอดอยู่ก่อนหน้านี้หายไป!!! เราได้ยินเสียงประกาศว่าให้นักปั่นจักรยานปั่นกลับไทยกันได้เลย  รถกูภัย และรถอื่นๆ ทยอยขับกันไปเกือบหมดแล้ว ตอนนั้นดูทุกอย่างวุ่นวาย และเราก็พยายามเร่งเดินมาจนถึงโรงเรียนที่จัดงาน ภายในนั้นตอนนี้ทุกอย่างถูกเก็บข้าวของจนเกลี้ยง จนพี่ที่อยู่รถแจกน้ำคันที่เราปั่นตามมาตอนข้ามฝั่งเมื่อเช้าเห็นเข้าก็ถามว่ารถจักรยานไปไหน ก็เลยบอกว่าอยู่บนรถสิบล้อไปแล้ว พี่เขาก็ยิ้มๆ แล้วก็บอกให้ไปนั่งข้างหน้า ซึ่งพี่เขาใจดีมากขับมาส่งจนถึงจุดหมายตรง”หอการค้า”เลย หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้วเราก็ขนของแบกสัมภาระเพื่อไปขึ้นรถพี่ต่าย (พี่สาวโอ๊ค) ที่มารอรับเพื่อไปที่บ้านนานแล้ว ค่ำคืนมีปาร์ตี้เล็กๆ แต่กุ้งกับหอยที่นี่ตัวใหญ่มากกินกันจนหนำใจเต็มปากเต็มคำมาก

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

 

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

ปันจักรยานเที่ยวพม่า อาสาเที่ยว

12 ก.พ. 60

เราขึ้นรถจากแถวแม่ระมาดตอน 8 โมงครึ่ง โดยมีพ่อกับแม่โอ๊คน่ารักมากเดินมาส่งเราขึ้นรถสองแถวด้วย ซึ่งครั้งนี้ได้ขึ้นรถสองแถวใหญ่ แม่สอด – ท่าสองยาง ซึ่งเราก็ถามว่าผ่าน อบต.ท่าสองยางไหม? ลุงคนขับบอกว่าผ่าน ก็โดดขึ้นรถเลยสิ 9 โมงครึ่งรถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาซอกแซกเข้าไปตามตรอกซอกซอย เราก็คิดว่าจะไปส่งเราที่อบต.ท่าสองยาง พอรถจอดคนก็เดินลงจนหมดคัน เราหันมองหน้ากัน ทำไมไม่คุ้นหว่า ลุงคนขับบอกว่าไปต่อรถสองแถวอีกคันนะต้องไปอีก 50โล เย้ยยย!!! 50 โลเลยรึ แล้วจะทันเวลานัดไหมเนี่ย ได้แต่ถอนใจแล้วก็จ่ายตังค์ไป 180 บาทสองคน และขึ้นสองแถวคันเล็กอีกคัน ลุงถามว่าไปม่อนทูเลใช่ไหม เดี๋ยวไปส่งถึงอบต.เลย แหนะจะหลอกอีกรึเปล่าคันแรกก็ถามละนะว่าผ่านอบต. รึเปล่า ก็บอกว่าผ่านๆ สุดท้ายก็ให้มาต่อรถซะงั้น แบบนี้เขาเรียกไม่ผ่านนะคะลุง (แอบเคืองเล็กน้อย)

แม้ว่าตอนนี้จะสายมากแล้วแต่แดดก็ยังไม่แรงเท่าไรและลมที่พัดมาปะทะตัวเราก็ยังเย็นมากเหลือเกิน วิวสองข้างทางไม่ต่างจากช่วงเช้าเท่าไรนัก ยังคงมีต้นไม้น้อยใหญ่ให้เห็นสลับกับหมู่บ้าน ในบางช่วงเดี๋ยวรถก็เต็มเบียดแน่นจนต้องมีคนยืน บางช่วงก็โล่งว่างจนเหลือเราแค่ 2 คน ยิ่งใกล้จุดหมายคนก็ยิ่งเหลือน้อย รถเริ่มเลี้ยวเข้าซอย เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปเรื่อยๆ เอาละๆ เราเริ่มคุ้นอีกละ แต่ครั้งนี้คุ้นของจริง จนเห็นจุดหมายที่เราตั้งใจมาอยู่ตรงหน้าพอดี รถจอดก็เห็นพี่ดอยพี่ที่จัดงานยืนรอเราอยู่ที่หน้าอบต.  ค่ารถครั้งนี้ 2 คนเสียไป 120 บาท ด้วยระยะทางที่ไกลกว่าครั้งแรก งงกับค่าโดยสารจริงๆ

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

เรานั่งรถกันมายาวนานระยะทางพอๆ กับวิ่งมาราธอนมาก และตอนนี้ 11 โมงกว่าแล้ว เรารีบจัดกระเป๋า เตรียมตัวและยกของขึ้นชั่งกิโล ซึ่งต้องให้ได้อย่างต่ำไม่น้อยกว่าคนละ 10 กิโล และครั้งนี้เราต้องแบกของทุกอย่างเอง รวมทั้งของกินและเต็นท์ด้วย เรามาเพื่อแข่งขันก็ต้องทำตามกติกาที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด เรารับป้ายเลขที่เข้าแข่งขันกับสมุดจดเวลาเสร็จแล้วก็โดดขึ้นรถกระบะ ระหว่างทางเราแวะซื้อน้ำและไปลงตรงจุดเริ่มเดิน พอเรามาถึงตรงนี้การแข่งขันเดินป่า เสือภูเขาแห่งทูเล ก็เริ่มขึ้นสำหรับเราสองคนสุดท้าย ที่มาช้ากว่าก่อนแรกนานพอสมควร เราเริ่มออกเดินตอนเที่ยงตรงพอดิบพอดี

ทางข้างหน้าที่เราเคยมาแล้ว 2 ครั้ง กับบรรยากาศที่ไม่ได้ต่างกันเท่าไร ทุ่งนาที่เหลือแต่ตอ กับแดดแรงๆ ที่สาดส่องลงมาแบบเต็มที่ ทำให้การเดินที่เพิ่งเริ่มต้นก็ช้าซะละ พอตัดผ่านทุ่งนาเลี้ยวขวาไปตามลูกศรสีแดงก็เจอทางขึ้นเลย ทำให้ชาใส่น้ำแข็งที่เตรียมมาหมดลงตั้งแต่ยังไม่พ้นเนินแรก เราค่อยๆ เดินขึ้นไปอย่างช้าๆ เจอผู้คนสวนลงมาหนึ่งกลุ่มใหญ่ๆ ทางข้างหน้าก็ยังคงชันขึ้นๆ เราพยายามหาพื้นที่ราบเพื่อนั่งพักและกินข้าว แต่ก็ดูท่าทีจะยาก สุดท้ายก็ต้องเลือกนั่งกันตรงทางเดินแบบเอียงๆ นี่แหละ เรี่ยวแรงตอนนี้คงฝืนเดินต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะเราได้กินสุกี้ตอนเช้าบนรถสองแถวไปแค่คนละครึ่งถุงเอง หลังจากวางสัมภาระทั้งหมดลง กะเพราไก่ไข่ต้มที่โอ๊คทำมาก็เข้าไปอยู่ในท้องในเวลาอันรวดเร็ว อิ่มแล้ว แรงมีแล้ว เราก็แค่นั่งพักเพื่อให้มันย่อยก่อนที่จะเริ่มเดินต่อ

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

 

เราเดินตามป้ายลูกศรสีแดงที่มองเห็นได้ชัดไปเรื่อยๆ จนเจอลูกศรที่ติดคู่กับป้าย 2 อัน ก็เลี้ยวเดินลงตามไป ซึ่งเราเข้าใจว่ามันจะถึงจุดที่เราเคยมาทำฝายครั้งก่อน แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด ทางตอนนี้ยังคงเดินขึ้น ชันขึ้น มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ตอนนี้เราเริ่มเดินไปบ่นไปละ แต่เราสองคนก็ยังคงให้กำลังใจกันตลอดทาง ค่อยๆ เดินไปพร้อมๆ กัน สลับกันนำหน้าเป็นบางช่วง อากาศวันนี้ก็นิ่งมาก กว่าลมจะพัดมาทีก็สุดแสนจะร้อนและอบอ้าว น้ำที่เตรียมมาหมดไปอย่างรวดเร็ว แทบจะเกินครึ่งของที่แบกมา และเป็นครั้งที่เรานั่งพักกันบ่อยมาก ถามกันตลอดทาง เจอทางลงยัง เจอทางลงยัง พอเจอเท่านั้นแหละ สปี๊ดแรงทั้งหมดที่มีอยู่รีบเดินจั้มๆ ลงไปจนถึงในเวลาเพียงไม่นานและเห็นฝายที่เรามาทำกันไว้เมื่อครั้งก่อนยังคงสภาพสมบูรณ์ดี แต่น้ำแห้งขอดลดลงไปเยอะมาก เรามาถึงที่นี่เกือบบ่ายสาม นั่งพัก ถ่ายรูป จนหายเหนื่อยก็พร้อมออกเดินทางอีกครั้ง

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ซึ่งจากตรงนี้ทางก็ไม่ได้ต่างจากกันมากเท่าไร ส่วนใหญ่ยังเป็นทางขึ้นและเราก็ยังคงเดินสเต็ปเดิมๆ ช้าๆ เรื่อยๆ ลุ้นอยู่อย่างเดียวจะทันพระอาทิตย์ตกไหม ซึ่งในใจภาวนาว่าขอให้ทัน ตอนนี้ 5 โมงแล้วเรายังไม่ถึงจุดที่จะไต่ขึ้นไปเห็นวิวเลย เสียงจิ้งหรีดก็เริ่มดังขึ้นๆ และเรารู้สึกว่ามันบอกว่าเร็วดิๆๆๆ ซึ่งเมย์ก็หันไปตอบนะว่าเร็วแล้วนะ รีบอยู่ๆ ตอบโต้กันแบบนี้อยู่สักพักก็มีเสียงนกแทรกมาเป็นระยะๆ มันบอกว่า พอเหอะ พอเหอะ พอเหอะ ก็ยังหันไปตามเสียงตอบมันว่า ไม่พอๆ ใกล้ถึงแล้ว พอไม่ได้นะ แล้วเสียงจิ้งหรีดก็มาช่วยสมทบดังขึ้นอีกว่า เร็วดิๆๆๆ แบบรัวๆ และเมย์ก็บ้าจี้เร่งเดินตามที่มันบอกด้วย จนในที่สุดก็มาถึงจุดที่เรามองเห็นทิวเขาม่อนทูเลทอดตัวอยู่ข้างหน้าและนั่นคือทางที่เราต้องเดินไป เราเริ่มมองเห็นผู้คนกลุ่มอื่นเดินอยู่สันเขาตรงนั้น ก็พยายามรวบรวมแรงฮึดและเดินขึ้นไปให้ถึงจุดข้างบนโดยไว ซึ่งตรงนี้เราสามารถมองเห็นวิวทิวเขาปะทะกับแสงแดดยามเย็นได้งดงามเหมือนกับครั้งก่อนเลย มือนึงจับราวไม้ที่พี่ๆ อบต.ท่าสองยาง ทำไว้  เพื่อหันมามองวิวข้างหลังเรา ดอกหญ้าที่ตอนนี้โดนแดดสาดส่องมากระทบก็ทำให้เราอดใจไม่ไหวที่จะต้องหยิบกล้องถ่ายรูปออกมา ลืมเรื่องการแข่งขันไปชั่วขณะ พอนึกขึ้นได้ก็รีบเดินขึ้นจนเห็นป้ายที่ตอนนี้ขาดรุ่งริ่งไปหมดละ เราเจอพี่ที่มารอลงเวลาให้เรา ตอน 5 โมง ครึ่งกับอีกนาที คือเวลาที่เรามาถึงจุดนี้ นี่ใช้เวลาในการเดินช้ากว่า 2 ครั้งแรกเยอะมาก

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

 

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

หลังจากนั้นเราก็รีบเดินไปเพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ตกตรงเจดีย์หิน เดินตามลูกศรสีแดงไปอีกเช่นเคย พอไปถึงก็รู้สึกแปลกๆ ที่มีเต็นท์กางอยู่เต็มสันเขาเลย จำได้ว่าครั้งก่อนพี่ดอย(เจ้าหน้าที่ อบต.ท่าสองยาง) ก็เคยบอกว่าจุดนี้ห้ามกางเต็นท์นี่นา เราวางเป้และสัมภาระลงเพื่อรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก แต่อาจจะเป็นเพราะเรามาช้ามั้ง ทุกมุมถูกจับจองชนิดที่ว่าเก้าอี้อันนี้ฉันแบกมาอย่างไงอย่างงั้น ฉันอยู่ข้างหน้า จะยืนจะเดินไปทางไหนก็ได้ไม่ต้องแคร์คนข้างหลัง อยากได้ภาพก็หามุมเอาเอง ซึ่งเมย์ก็เลือกได้ว่าไม่ถ่ายจะดีกว่า

เราเดินลงไปหาที่กางเต็นท์ข้างล่างตรงจุดกาง แต่เต็นท์ก็เต็มและพอดีกับ 1 กลุ่มใหญ่ๆ โอ๊กก็เลยพาเดินเข้าไปข้างในที่พี่ๆ กรรมการกับลูกหาบ และผู้แข่งขันอีกกลุ่มตั้งแค้มป์อยู่ เราก็ไปขอแทรกกางเต็นท์ด้วย ซึ่งค่ำๆ เราก็มาแฝงตัวร่วมกินข้าวกับพี่ๆ เขาด้วย หลายคนนั่งสังสรรค์กันจนดึก

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

13 ก.พ. 60

รุ่งเช้าเราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี  5 ครึ่ง ก็มัวแต่โอเอ้ๆ จน 6 โมงเช้า แต่พอลุกออกไปเห็นท้องฟ้าขาวโพลนก็ยิ่งไม่รีบ กว่าจะเดินขึ้นไปที่ป้ายอีกทีก็เกือบ 8 โมงแล้ว ในขณะที่หลายคนกำลังเดินสวนทางลงมา เราขึ้นไปจนถึงป้าย แสงก็สาดมาพอดี แม้ว่าจะแรงไปนิด แต่รูปที่ได้เรียกว่าแจ่มเลยแหละ เราอยู่บนนี้สักพักก็เดินลงไปกินข้าว และเก็บของเพื่อออกเดินทางไปยังม่อนคลุยหลวงที่ตั้งแค้มป์คืนนี้ของพวกเรา ทุกคนออกเดินนำไปก่อนแล้ว ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเราถึงพร้อมเดินตามไปทุกคนไป ซึ่งเราก็เดินกันสองคนเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว ยังแซวกันเองเลยว่านี่เราชิวกันไปไหม เรามาแข่งขันกับเวลานะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราเดินเร็วขึ้นเลย

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ค่อยโดนแสงแดดระหว่างทางสักเท่าไรแต่การเดินก็ไม่ได้เร็วไปกว่าเมื่อวานมากนัก เพราะทางก็ยังคงเป็นทางขึ้น และชันอยู่เป็นเรื่อยๆ แต่ทำไมเราจำได้ว่าครั้งก่อนมันมีทางลงเยอะกว่านี่นา ในขณะที่บ่นยังไม่ทันขาดคำ ในที่สุดก็มาถึงทางลงทางของเมย์สักที แต่บอกเลยว่าทางลงทางนี้นี่สุดๆ ลื่นนิดเดียวอาจจะไถลยาวจนถึงด้านล่างแน่ๆ ต้องมีสติและใช้ความระมัดระวังให้มาก ระหว่างที่เราเดินลงไปเรื่อยๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงคนคุยกันก็คิดว่าจะถึงข้างล่างตรงลำธารแล้ว จนเราเดินลงมาและแซงหน้าไปก่อน เพื่อหวังจะไปเล่นน้ำที่ลำธารรอ แต่พอไปถึงจริงๆ แค่ก้มล้างหน้า เอาเท้าจุ่มน้ำก็รู้สึกว่าน้ำมันเย็นมากเกินไปกลัวจะเป็นหวัดซะก่อน ก็เลยไม่ได้ลงเล่นอย่างที่ตั้งใจไว้ เสียดายก็เสียดายแต่ถ้าไม่สบายจะยิ่งแย่กว่านี้ เรากอกน้ำจนเต็มขวดเปล่า แล้วค่อยๆ เดินขึ้นไปยังจุดหมายเรื่อยๆ เป็นจุดที่ต้องปีนขึ้นกันเลยทีเดียว มือจับกิ่งไม้ เท้าก็ต้องจิกให้มั่นคงก่อน ถึงจะก้าวขึ้นไป เป้ที่หลัง กล้องที่คอพะรุงพะรังไปหมด แต่ก็พยายามค่อยๆ เดินขึ้นไป ขาเริ่มล้าทุกครั้งที่เจอทางชันแบบนี้ จนในที่สุดเราก็โผล่ขึ้นมาจนพ้นยอดมองเห็นวิวรอบๆ บ้างแล้ว จนเราเห็นป้ายลูกศรสีแดงอีกครั้ง เราค่อยๆ เดินตามไปจนเจอที่ตั้งแค้มป์ในคืนนี้ของเราม่อนคลุยหลวงช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่ง คนที่มาถึงก่อนก็นอนรอไปละ

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

เรานั่งกินข้าวเที่ยงและนอนเล่นรอเวลาให้แดดอ่อนแรงลงเพื่อที่จะได้กางเต็นท์เช่นกัน จนเกือบห้าโมงก็เริ่มกางเต็นท์ท่ามกลางแสงแดดที่ยังคงร้อนแรงอยู่  พอกางเสร็จเก็บของเรียบร้อย เราก็เดินไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่สันเขาอีกฝั่ง หวังว่าจะได้ภาพงามๆ สุดท้ายกลับมาได้ภาพพระอาทิตย์ตกแถวๆ แค้มป์ที่งามไม่แพ้กัน พระอาทิตย์ดวงแดงกลมโตกำลังส่องแสงสุดท้ายเพื่อลับขอบฟ้าไปแล้ว บรรยากาศโดยรอบเริ่มมืด และเย็นขึ้นมาก จากลมที่พัดมารอบทิศทาง

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

เรานั่งล้อมวงข้างๆ กองไฟ กินข้าวไป คุยกันไป ทั้งผู้แข่งขันเดินป่าและกรรมการ สนุกสนานเฮฮาจนดึกก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน เป็นคืนที่แม้จะมองไม่เห็นทางช้างเผือกแต่ดาวก็เต็มท้องฟ้าจนมองกันเพลินและสวยงามไม่แพ้กัน ส่วนพระจันทร์ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นสีส้มเข้มๆ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลแปลกตามากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน บรรยากาศยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว ไม่อยากอยู่ห่างกองไฟเลย แต่พอมุดเข้าเต็นท์เท่านั้นแหละลมที่ว่าพัดแรงๆ กลับไม่มีผลอะไรเลย รูปทรงไม่ใช่แบบโดมสูงที่เราคุ้นเคย แต่ก็กว้างขวางมีประตูเข้าออกทั้งสองข้าง มีพื้นที่เก็บสัมภาระแยกจากห้องนอน สามารถเก็บกระเป๋าและรองเท้าได้ ส่วนห้องนอนติดมุ้งกันยุง ช่วยระบายอากาศ พร้อมผ้ากันน้ำ ป้องกันลมและการเกิดหยดน้ำได้เป็นอย่างดี ส่วนการกางก็ง่ายแสนง่ายเพราะมีเพียงเสาอะลูมิเนียมเพียง1 อัน ที่เหลือก็แค่ตอกสมอบกตามจุดต่างๆ ผู้หญิงคนเดียวก็สามารถทำได้ เพราะฟรายชีทก็ติดกับตัวเต็นท์อยู่แล้ว ไม่ต้องยุ่งยากหลายขึ้นตอน เต็นท์มีขนาดกะทัดรัดกับน้ำหนักเบาเพียง 1.96 กก. เท่านั้น ส่วนพื้นที่ว่าเย็นๆ แข็งๆ พอได้นอนบนที่รองนอนที่สามารถเป่าเพียงแค่ไม่กี่ครั้งก็ได้ที่รองนอนเป็นรอนๆ นุ่มๆ แล้ว บอกเลยว่าไม่เย็นหลังและไม่ค่อยปวดหลังเลย หลับสบายทั้งคืน ถ้าพรุ่งนี้จะตื่นมาแล้วเจอทะเลหมอกนะมันคงเจ๋งมาก แต่ก็ได้แค่หวังเพราะหมอกช่วงเช้ามันชั่งเบาบางซะเหลือเกิน แต่ก็เข้าใจและไม่ได้ผิดหวังเท่าไร เพราะช่วงที่เรามาไม่ใช่ช่วงที่มีทะเลหมอกตึบๆ อย่างที่เห็นในภาพแล้ว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

 

14 ก.พ. 60

เช้านี้เราตื่นกันไวทุกคน เก็บของพร้อมออกเดินทางช่วงเวลาไม่เกิน 8 โมงครึ่ง เส้นทางส่วนใหญ่เดินตามสันเขา ไม่ค่อยมีทางขึ้นลงที่ชันมาก จะมีก็แค่จุดที่ใกล้จะถึงที่ทางลงจะชันต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางช่วงทางจะเป็นดินร่วนลื่นง่าย แต่ระหว่างทางยังคงมีหญ้าสีทองให้ได้แวะถ่ายรูปเป็นระยะๆ และเราก็เก็บแทบจะทุกมุมที่ครั้งก่อนไม่ได้ถ่าย จนเราเริ่มถามกันอีกครั้งว่านี่ตกลงมาแข่งเดินทำเวลารึมาแข่งถ่ายรูป หลังจากที่เราเดินลงตรงทางที่ชันที่สุดแล้ว จนมาเจอป้าย เกือบถึงแล้ว…ม่อนคลุย ครั้งก่อนเห็นป้ายนี้ดีใจมากเพราะคิดว่าจะถึงแล้วจริงๆ แต่ครั้งนี้ฉันเกลียดป้ายนี้ เพราะหลังจากผ่านป้ายนี้ไปเราต้องเดินไปอีกไกลมาก เดินไปๆ จนลืมคำว่าเกือบถึงไปแล้วก็ยังไม่ถึงเลย ยังแอบคิดในใจผิดทางหรือเปล่านะ แต่ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปจนเจอป้ายลูกศรสีแดงที่ทำให้รู้ว่าไม่หลง และยิ่งเห็นคนอื่นๆ ที่เดินมาถึงก่อนเราก็แทบจะโดดดีใจแรงๆ เย้ๆ ถึงแล้ว ปิดจ๊อบการเดินสักทีสำหรับวันนี้แต่ยังไม่จบทริปซะทีเดียว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

 

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

หลังจากที่พวกเราดื่มน้ำเย็นๆ และมาจนครบแล้วก็ขึ้นกระบะไปที่ม่อนคลุยกันเลย พอรถเลี้ยวเข้ามาจอดตรงทางขึ้นม่อนคลุย เราก็เดินลงมา พร้อมกับตกใจเล็กน้อย เฮ้ย!!!ทำไมคนเยอะแบบนี้ ไม่คิดว่าที่นี่จะจัดงานใหญ่ขนาดนี้ มีทั้งของกิน ของขายมากมายลายตาไปหมด เราเดินตามๆ กันไปตรงแถวๆ เวทีซึ่งก็คั่นการแสดงเพื่อมอบรางวัลให้คนที่ชนะจากนายอำเภอมี 3 ลำดับ ซึ่งเมย์ได้ที่ 3 นะจ๊ะ

ที่นี่ยังมีกิจกรรมอีกเยอะที่ม่อนคลุยแห่งนี้ แต่เราออกจากงานมาก่อนเที่ยงเพื่ออาบน้ำ และเก็บของที่อบต. ท่าสองยาง พี่ 3 คน แยกกลับไปลำปางก่อนแล้ว เหลือเราอีกสามคน ที่ออกตามไปทีหลัง เราสองคนขอติดรถพี่ที่มาแข่งเดินป่าด้วย ซึ่งพี่เขาก็ใจดีมากนอกจากจะแบ่งเงินรางวัลให้เมย์หนึ่งพันเพื่อให้ได้เท่ากันทุกคนแล้วก็ยังวนรถมาส่งพวกเราที่ บขส.นครสวรรค์อีกด้วย เสียดายรถมีอีกทีรอบ 4 ทุ่ม แต่เรามาถึงช่วง 2 ทุ่มกว่า ก็เลยเดินไปหาอะไรกินเพื่อรอเวลารถออก เราเดินกลับมาที่ท่ารถตอน 3 ทุ่มครึ่ง พนักงานก็บอกให้ขึ้นได้เลย แต่ที่นั่งอาจจะต้องแยกกันนะ ซึ่งเราก็ไม่รอช้าขึ้นไปทันที ไม่งั้นอีกรอบอาจจะต้องรอถึงสี่ทุ่มครึ่ง เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ รู้ตัวอีกทีตอนรถกำลังจะเข้าหมอชิตตอนช่วงตี 1 ครึ่ง ซึ่งที่นี่ก็ยังวุ่นวายตลอดเวลา เราเดินลงมาหัวยุ่งๆ ก็มักจะเจอแท็กซี่แบบเหมามาล้อมรอบอีกเช่นเคย ก็ทำไปเพียงโบกมือว่าไม่ไป พอเราได้ของครบก็เดินไปยังจุดที่แท็กซี่มิเตอร์จอดเรียงคิวอยู่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจุดหมายที่เราไปมันใกล้ไม่คุ้มกับที่เขารอคิวหรือทะเลาะกับเมียมา พอเราปิดประตูก็ขับรถเร็วมาก อย่างไว เลี้ยวทีตัวนี่เองติดประตูรถเลย ยังดีที่มาส่งจุดหมายอย่างปลอดภัย

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

การไปครั้งนี้ของพวกเราก็กลับรู้สึกว่าจะไม่จบลงแค่นั้น เพราะครั้งก่อนที่เราไป เราเห็นแค่เพียงเศษขยะที่ถูกเผาแต่ก็ไม่หมดเหลือเป็นส่วนดำๆ อย่างเช่นกระป๋อง แต่ครั้งนี้เราเห็นทีขยะกองใหม่ที่เอามาวางไว้เฉยๆ รวมถึงกล่องโฟมกล่องใหญ่พอสมควร 2 กล่อง ซึ่งมันไม่ของกินแล้วมันก็น่าจะเบาแต่ทำไมไม่คิดที่จะเอามันลงไปด้วยไม่เข้าใจ เอามาได้แต่เอากลับลงไปไมไ่ด้ ไม่คิดถึงคนอื่นที่เขามาเที่ยวกันครั้งต่อไปบ้างรึไร ทำให้เราหลายคนคุยกันว่าอยากกลับมาในวันที่ม่อนทูเลปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของปีนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ว่าเราอยากพาลูกหาบขึ้นมาเพื่อเก็บขยะที่มีทั้งหมดลงไป และร่วมกันจัดระเบียบจุดกางเต็นท์เพื่อให้การเปิดม่อนทูเลครั้งต่อไป ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวอย่างสนุก ปลอดภัย ไม่ทำลายกฎที่มีของที่เที่ยวนั้นๆ ให้สถานที่เที่ยวเป็นที่ที่ใครมาก็ประทับใจอยากกลับมาอีกครั้ง

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

ม่อนทูเล อาสาเที่ยว

 

อาสาเที่ยวขอขอบคุณ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตาก

องค์การบริหารส่วนตําบลท่าสองยาง

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น